gout

[15 มีนาคม 2552 : 1:43:07]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
อยากทราบว่าถ้าเป็นเกาท์แล้วมีอาการบวมแล้วใช้colchicine แล้วไม่ดีขึ้นยังอักเสบบวมอยู่จะหยุด หรือใช้ colchicine ต่อ หรือจะเปลี่ยนยาคะ
จาก sine sin...
บุคคลทั่วไป หน่วยงานอื่นทางราชการ
ชลบุรี ชลบุรี
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :อื่น ๆ ประชาชน
IP [ 118.172.xxx.xxx ]

[19 มี.ค. 52 : 8:20:14] นศภ.กมลา ชนาเกียติ ปี 5/อ.จุราพร พงศ์เวชรักษ์ mam_erflog@hotmail.com IP [ 172.22.8xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
การรักษาอาการอักเสบเฉียบพลันของโรคเกาต์ เช่น อาการปวดข้ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ข้อบวม และอักเสบ ยาที่ใช้รักษา คือ Colchicine, NSAIDs และ Corticosteroids(1,2)
สำหรับยา Colchicine ถือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการอักเสบเฉียบพลันของโรคเกาต์ ยาตัวนี้หากได้รับภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เกิดอาการ ผู้ป่วยประมาณ 2/3 จะตอบสนองได้ดีภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่หากเริ่ม colchicine ช้ากว่า 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ความสำเร็จของการรักษาด้วยยาตัวนี้ก็จะลดลงมา โดยปกติจะเริ่มต้นให้ colchicines 1 มิลลิกรัม แล้วตามด้วย คือ 0.6 มิลลิกรัม รับประทานซ้ำได้ทุก 1 ชั่วโมง ไปจนกระทั่งอาการปวดข้อ ข้อบวมดีขึ้น แต่ไม่เกิน 8 มิลลิกรัมต่อวัน(1) โดยจะพิจารณาหยุดยา หรือ เปลี่ยนยาเมื่อ ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย หรือจนกว่าผู้ป่วยรับยาสูงสุดไม่เกิน 12 เม็ด(3)
ซึ่งในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ควรจะดูว่าใช้ไปแล้วกี่เม็ดต่อวัน หากใช้จนถึงขนาดสูงสุดแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นให้พิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่ม NSAIDs แทน เนื่องจากหากยังใช้ colchicine และเพิ่มขนาดไปเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงมากขึ้น สำหรับยา กลุ่ม NSAIDs ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารที่กำลังมีเลือดออก ยาอาจทำให้การทำงานของไตมีปัญหา และอาจทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ โดยควรให้ร่วมกับยายับยั้งการหลั่งกรดในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหาร ได้แก่ มีประวัติเป็นแผลในทางเดินอาหาร หรือ เลือดออกที่ทางเดินอาหาร อายุ > 60 ปี ได้รับยากลุ่ม NSAIDs ในขนาดสูง ได้รับ NSAIDs ร่วมกับยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด(1)
ยากลุ่ม NSAIDs ถือว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีอาการข้างเคียงต่ำเมื่อใช้ในระยะเวลาที่สั้น โดยยา Indomethacin เป็นยาที่เป็นทางเลือกสำหรับรักษาอาการอักเสบเฉียบพลันของโรคเกาต์ แต่หลักฐานสนับสนุนยังมีน้อยว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า NSAIDs ตัวอื่น ๆ ซึ่งยากลุ่ม NSAIDs ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาในการรักษาอาการอักเสบเฉียบพลันของโรคเกาต์ ได้แก่ Indomethacin, Naproxen และ sulindac โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นยาตัวใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มการรักษาเร็วเพียงใดมากกว่า โดยหลักการรักษาจะเริ่มด้วยขนาดสูงสุดเมื่อมีอาการ แล้วให้ต่อไปนาน 24 ชั่วโมงหลังจากอาการดีขึ้น และจะลดขนาดลงอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการอักเสบเฉียบพลันภายใน 5-8 วันหลังจากเริ่มรักษา(1)
ขนาดยา Indomethacin เริ่มต้นด้วย 50 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งอาการดีขึ้น(ประมาณ 2-3 วัน) จากนั้นให้ 25 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งหายจากอาการอักเสบ (ประมาณ 4-7 วัน)(1,2)
Naproxen เริ่มด้วย 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นให้ 250-500 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 4-7 วัน(1)
Sulindac 200 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7-10 วัน (1)
นอกจากนั้นสามารถใช้ยา NSAIDs ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น Ibuprofen 800 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง, Ketoprofen 75 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือ Piroxicam 20 มิลลิกรัม/วัน(1)
สำหรับยากลุ่มสุดท้าย คือ สเตียรอยด์ (Corticosteroid) ซึ่งยากลุ่มนี้จะไม่ใช้เป็นตัวแรกในการรักษาอาการอักเสบแบบเฉียบพลันของโรคเกาต์ แต่จะสำรองไว้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อห้ามใช้ หรือ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย colchicine และ NSAIDs หรือ ผู้ป่วยมีอาการอักเสบเกิดขึ้นหลายข้อ และควรใช้อย่างระวังในผู้ป่วยเบาหวาน หลีกเลี่ยงการใช้ระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดการคั่งน้ำและเกลือ แผลหายช้า ซึ่งการใช้สเตียรอยด์สามารถใช้ทั้งรูปแบบรับประทาน ฉีดเข้าข้อ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยขนาดสำหรับรูปแบบรับประทาน คือ 30-60 มิลลิกรัมเทียบเท่ายา prednisone ใช้เป็นเวลา 3-5 วันในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นหลายข้อ โดยขนาดยาจะค่อย ๆ ลดลงทีละ 5 มิลลิกรัมภายใน 10-14 วัน แล้วค่อยหยุด ส่วนการฉีดเข้าข้อ จะให้ triamcinolone acetonide ในขนาด 20-40 มิลลิกรัมให้ซ้ำทุก 6-8 ชั่วโมงเป็นเวลา 2-3 วัน โดยจะมีประโยชน์ในการรักษาจำกัดเพียง 1 หรือ 2 ข้อ ส่วนการฉีดเข้ากล้าม จะให้ Triamcinolone acetonide 60 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือ methylprednisolone 100–150 มิลลิกรัม เป็นเวลา 1-2 วัน1 ยากลุ่มสเตียรอยด์มีเฉพาะแบบรับประทานเท่านั้นที่มีจำหน่ายในร้านยา และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
1.Ernst ME, Clark EC and Hawkins DW. chapter 96. Gout and Hyperuricemia. In: Dipiro JT, et al. Pharmacotherapy A pathophysiologic approach. 7th ed. The McGraw Hill. New york: 2008;1539-44
2.Russell TM. and Young LY. Chapter 42 Gout and Hyperuricemia. In: Koda-Kimble MA, et al. Appiled Therapeutics The Clinical Use of Drugs. 8th ed. Lippincott Williams & Wilkins. Philadelphia: 2005; 42-1 to 42-7
3.ฉัตชัย ฉิ่มไพศาล. บทที่ 20. Gout and Hyperuricemia. ใน: สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. Textbook of Pharmacotherapy. พิมพ์ครั้งที่ 2. โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด. กรุงเทพฯ: 2550; 280-4

ระยะเวลาในการสืบค้น : 2ชั่วโมง
Keywords : Gout, Gout attack

[20 เม.ย. 61 : 13:05:55] นศภ.วิภาวรรณ นาทอง/ผศ.ดร. มาลี โรจน์พิบูลสถิตย์ - IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ในการรักษาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบในโรคเกาต์ ยาที่ใช้ในการรักษา คือ ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) และ colchicine โดยสามารถใช้ได้แบบเดี่ยวหรือใช้ร่วมกันสองชนิด[1-3] ขึ้นอยู่กับจำนวนข้อที่เกิดอาการและความรุนแรงของอาการ[1,3,4]
ในกรณีที่ใช้ยา colchicine แล้วไม่ได้ผล ปัจจัยหนึ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุ คือ การใช้ไม่ถูกวิธี การใช้ colchicine จะให้ในขนาด 1.2 mg ตามด้วย 0.6 mg ในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา[1,4,5] โดยใน 1 วันห้ามใช้เกิน 2 mg[4] ระยะการให้ยา colchicine ควรเริ่มการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง[1] แนวทางการรักษาบางแห่งนิยมให้ใช้ภายใน 12 ชั่วโมง[3] และ 36 ชั่วโมง[4] เนื่องจากหากทำการรักษาช้าออกไปความสำเร็จจะลดไปอย่างมาก[1]
หากใช้ยา colchicine แล้วไม่ได้ผล คือมีระดับความปวดลดน้อยกว่า ร้อยละ 20 ภายใน 24 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า ร้อยละ 50 เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่าหรือเท่ากับ 24 ชั่วโมง ให้พิจารณาเปลี่ยนยาเป็นตัวอื่น หรือ เพิ่มยาในการรักษาก็ได้[1,4] ในกรณีเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น อาจเปลี่ยนเป็น NSAIDs หรือ corticosteroid ก็ได้ เนื่องจากประสิทธิภาพในการลดปวดไม่ได้แตกต่างกัน[6,7] ในกรณีเพิ่มยาในการรักษา สามารถใช้ยา colchicine ร่วมกับ NSAIDs หรือ ใช้ยา colchicine ร่วมกับยา corticosteroid แบบรับประทาน หรือ ใช้ยา colchicine ร่วมกับยา corticosteroid แบบฉีดเข้าข้อก็ได้[1,4]

เอกสารอ้างอิง
[1] Fravel MA. Gout and Hyperuricemia. In: DiPiro JT, Talbert RL, Yee GC, Wells BG , Posey LM, eds. Pharmacotherapy A Pathophysiologic Approach. 10th ed. New York: McGrawHill; 2017:1490-4.

[2] กนกรัตน์ นันทิรุจ, กุลศิริ ธรรมโชติ, เกียรติภาส ภิญโญ, ขวัญฤทัย ศรีพวาทกุล, จินตาหรา มังคะละ, ชยวีเมืองจันทร์,และคณะ. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์(Guideline for management of gout).สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย 2555:12-4.
[3] Zhang W, Doherty M, Bardin T, Pascual E, Barskova V, Conaghan P, et al. EULAR evidence based recommendations for gout. Part II: management. Report of a Task Force of the EULAR Standing Committee for International Clinical Studies Including Therapeutics (ESCISIT). Ann Rheum Dis 2016;
65:1312–24.
[4] Khanna D, Khanna PP, Fitzgerald JD, et al. 2012 American College of Rheumatology guidelines for management of gout. Part 2: therapy and anti-inflammatory prophylaxis of acute gouty arthritis. Arthritis Care Res (Hoboken) 2012;64:1447–61.

[5] Lacy CF, Armstrong LL, Goldman PP, Lance LL. Drug information handbook. 25th ed. Ohio: Lexi-comp; 2016.

[6] Rainer TH, Cheng CH, Janssens HJ, Man CY, Tam LS, Choi YF, Yau WH, Lee KH, Graham CA. Oral Prednisolone in the Treatment of Acute Gout: A Pragmatic, Multicenter, Double-Blind, Randomized Trial. Ann Intern Med. 2016 Apr 5;164(7):464-71.

[7] Janssens HJ, Janssen M, van de Lisdonk EH, van Riel PL, van Weel C. Use of oral prednisolone or naproxen for the treatment of gout arthritis: a double-blind, randomised equivalence trial. Lancet. 2008 May 31;371(9627):1854-60.




เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Primary Reference : Secondary Reference : Tertiary Reference
ระยะเวลาในการสืบค้น : 4ชั่วโมง
Keywords : colchicine, NSAIDS, corticosteroid, acute gout at

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 1 MB [ pdf, doc, docx, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
รศ.ดร.ภก.นิมิตร วรกุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ภญ.ลือลักษณ์ ล้อมลิ้ม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ดร.ภญ.สิริมา สิตะรุโน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์


ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved