Didanosine + lamivudine

[24 มกราคม 2560 : 13:19:23]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
เพราะเหตุใดจึงสามารถรับประทานยา didanosine และ lamivudine ทั้งๆที่ออกฤทธิ์ Rverse transcriptase เหมือนกัน
จาก นางสาว จริยา ประเสริฐสุข nex...
บุคคลทั่วไป หน่วยงานอื่นทางเอกชน
-- เชียงใหม่
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :อื่น ๆ เภสัชกรรมชุมชน
IP [ 202.28.2xxx.xxx ]

[14 มิ.ย. 60 : 17:30:37] นศภ.ธีมาพร คันธาวัตร์/รศ. ดร. โพยม วงศ์ภูวรักษ์  payom.w@psu.ac.th IP [ 10.147.4xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ยาต้านเอชไอวีที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่ม nucleoside reverse transcriptase inhibitor (NRTIs) ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase
โดยผ่านกระบวนการ phosphorylation ก่อนเป็นสารออกฤทธิ์ ตัวอย่างคือ zidovudine (ZDV), stavudine (d4T), lamivudine (3TC), didanosine (ddI)
, abacavir (ABC), tenofovir (TDF) ยากลุ่มนี้ใช้เป็นยา 2 ชนิดหลัก (backbone) ในสูตร HAART 2) ยากลุ่ม non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor (NNRTIs)
ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase ต่างกับ NRTI ตรงที่เกิดสารออกฤทธิ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ phosphorylation ตัวอย่างคือ nevirapine (NVP) และ efavirenz (EFV)
และ3) กลุ่ม protease inhibitors (PI) ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ protease ตัวอย่างคือ indinavir (IDV), ritonavir (RTV) เป็นต้น[1]

จากข้อมูลการศึกษาพบว่าการเพิ่มจำนวนยาในสูตรยาต้านเอชไอวี (antiretroviral therapy, ART) มีความสัมพันธ์กับการลดลงของการติดเชื้อฉวยโอกาสและการเสียชีวิตของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับยาสูตร
nucleoside-analogue combination therapy (2NRTIs) มีประสิทธิภาพในการรักษาที่สูง และหากเพิ่มยาในกลุ่ม protease inhibitors ร่วมด้วยจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการรักษามากขึ้น[2] ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการใช้ยาต้านเอชไอวีสูตร highly active antiretroviral therapy (HAART) ซึ่งหมายถึงยาสูตร 3 ชนิดขึ้นไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี
ลงให้เหลือปริมาณน้อยที่สุด ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโดยเฉพาะระดับ CD4 T cells กลับสู่ระดับใกล้เคียงกับปกติ ลดการติดเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic infection) และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น[1,3]

แนวทางการรักษาของประเทศไทยให้เริ่มยาต้านเอชไอวีในผู้ติดเชื้อทุกราย โดยไม่คำนึงถึงจำนวนของ CD4 ของผู้ป่วยยาต้านเอชไอวีที่แนะนำให้ใช้เป็นสูตรแรกคือ 2NRTIs + NNRTIs ได้แก่ TDF/FTC หรือ TDF + 3TC ร่วมกับ EFV
เนื่องจากเป็นสูตรที่ได้ผลในการควบคุมไวรัสได้ดี มีผลข้างเคียงน้อยและใช้วันละ 1 ครั้ง[4] ยากลุ่ม NRTIs ถือเป็นยา2 ชนิดหลัก (backbone) ในสูตรHAART[1] โดย 2NRTIs ที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน คือ AZT+d4T และ TDF+ddI
เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านกัน และ d4T+ddI เนื่องจากมีผลข้างเคียงทางเมแทบอลิกสูงส่งเสริมกัน เช่น เกิด hyperlactatemia และ lactic acidosis สูงขึ้น ทั้งนี้แนวทางการรักษาของประเทศไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยา ddI
เนื่องจากรับประทานยายากเพราะอาหารลดการดูดซึมของยาร้อยละ 55[5] จึงต้องรับประทานยาตอนท้องว่าง คือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง[3,4,5] และมีผลข้างเคียงทางเแทบอลิกในระยะยาวสูง (มากกว่าร้อยละ10)[5,4]
อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาในทางปฏิบัตินั้นส่วนใหญ่พิจารณาจากผลข้างเคียงของยา ประสิทธิภาพตามหลักฐานทางคลินิก แนวทางการรักษา และดุลยพินิจของแพทย์[3]

จากการศึกษาที่ 48 สัปดาห์พบว่าการรักษาด้วยยา ddI+3TC/emtricitabine เทียบกับการรักษาด้วยยาอื่น ได้แก่ ZDV+3TC, d4T+ddI, TDF+3TC และ ddI+ABC มีประสิทธิภาพสูงกว่ากว่า เพราะมี virological failure
ที่น้อยกว่า (OR 0.53, 95% CI 0.41-0.68) และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า (OR 0.52, 95% CI 0.36-0.76)[6]

ดังนั้นจึงสามารถใช้ยา didanosine และยาlamivudine ร่วมกันได้ เพราะเป็น 2NRTIs (backbone) ในสูตรยาต้านเอชไอวี(HAART) ที่ต้องใช้ยา 3 ชนิดขึ้นไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา
ประกอบกับไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา 2 ชนิดนี้ร่วมกัน แต่อาจพบการใช้ยา ddI น้อยเนื่องจากแนวทางการรักษาของประเทศไทยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้เพราะรับประทานยาก ต้องรับประทานตอนท้องว่าง และมีผลข้างเคียงทางเมแทลิกในระยะยาวสูง

เอกสารอ้างอิง
1. ธันยวีร์ ภูธนกิจ. การใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี. ใน:วรวิทย์ เลาห์เรณู, ณัฐพงษ์ อัครผล, อรรถวุฒิดีสมโชค,บรรณาธิการ.ประชุมวิชาการประจําปี 2546 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เชียงใหม่: ธนบรรณการพิมพ์; 2546. หน้า 26-31.
2. Palella FJ Jr, Delaney KM, Moorman AC, Loveless MO, Fuhrer J, Satten GA, Aschman DJ
, Holmberg SD. Declining morbidity and mortality among patients with advanced human immunodeficiency
virus infection. HIV Outpatient Study Investigators.N Engl J Med. 1998 Mar 26;338(13):853-60.
PubMed PMID: 9516219.
3. Rathbun RC. Antiretroviral Therapy for HIV Infection [Internet].2017 [cited 2017 June 13].
Available from: http://emedicine.medscape.com/article/1533218-overview#a1
4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2560 [อินเตอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 13 มิ.ย. 2560]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/hiv_thai_guideline_2560.pdf
5. Didanosine: Drug information. In: UpToDate, Post TW (Ed), UpToDate. 2017 [cited 2017 June 13].
Available from: https://www.uptodate.com/contents/didanosine-drug-information?source=preview&search
=didanosine&anchor=F159641#F159641
6. Chowers M, Gottesman BS, Leibovici L, Schapiro JM, Paul M. Nucleoside reverse transcriptase inhibitors in combination
therapy for HIV patients: systematic review and meta-analysis. Eur J Clin Microbiol Infect Dis.
2010 Jul;29(7):779-86. doi: 10.1007/s10096-010-0926-y. Epub 2010 May 7. Review. PubMed PMID: 20449621.

เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Primary Reference : Secondary Reference : Tertiary Reference : Internet
ระยะเวลาในการสืบค้น : 4ชั่วโมง
Keywords : didanosine, lamivudine, NRTIs, HAART, HIV

[30 มี.ค. 61 : 13:55:07] นศภ.ปาลินพร นอบแก้ว/ผศ. ดร. ณัฐาศิริ ฐานะวุฑฒ์ 5610712021@email.psu.ac.th IP [ 10.147.3xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
จากแนวทางการรักษาโรคติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน [1-4] แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีประสิทธิภาพสูง (Highly active antiretroviral therary หรือ HAART)
กล่าวคือใช้ยาในกลุ่ม NRTIs 2 ชนิด ร่วมกับยากลุ่มอื่นๆอีก 1 ชนิด (เช่น NNRTIs หรือ INSTIs หรือ PIs) เช่น tenofovir/FTC+EFV, tenofovir/FTC/RPV, ABC/3TC/DTG, tenofovir/FTC+DTG, tenofovir/FTC+RAL,(DRV/c หรือ DRV/r)+tenofovir/FTC,(ATV/c หรือ ATV/r)+tenofovir/FTC เป็นต้น
โดยมีเป้าหมายการรักษา เช่น undetectable VL, เพิ่ม CD4 cell counts, ชะลอการเกิดการดำเนินไปของโรค, เพิ่มอัตราการรอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายของการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างเครียดครัด [1-4]

การศึกษาในหลอดทดลอง (in vitro) พบว่า การใช้ NRTIs 2 ชนิดร่วมกัน ทำให้มีการเสริมฤทธิ์กันในการยับยั้ง HIV (synergistic antiviral activity) เช่น TFV+FTC[5]
แต่อย่างไรก็ตามการให้ยาร่วมกัน อาจเกิด antagonism กันได้ เช่น AZT+d4T[6]

มีการศึกษาทางคลินิกพบว่า การใช้ NRTIs 2 ชนิดร่วมกัน ให้ผลในการเพิ่ม CD4 cells ได้ดีกว่าเมื่อใช้ยาเดี่ยวๆ เช่น การศึกษาในผู้ป่วย HIV (N = 366) ที่มี CD4 cells
ในช่วง 200-500 cells/mm3 โดยใช้ 3TC 150 mg ร่วมกับ AZT 200 mg (low-dose combined) และ 3TC 300 mg ร่วมกับ AZT 200 mg (high-dose combined)
เปรียบเทียบกับ AZT 200 mg หรือ 3TC 300 mg เดี่ยวๆ ติดตามผลที่ 24 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยแต่ละกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของ CD4 cells ดังนี้ กลุ่ม AZT 16.6±9.4 cells/mm3,
กลุ่ม 3CT 23.7±7.4 cells/mm3, กลุ่ม Low dose combined 54.9±11.3 cells/mm3, กลุ่ม high dose combined 44.9±8.6 cells/mm3
การให้ยา lamivudine ร่วมกับ zidovudine เพิ่ม CD4 cells ได้มากกว่าการได้ยา AZT เดี่ยวๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [7]

อีกหนึ่งการศึกษา ซึ่งศึกษาในผู้ป่วย HIV ที่มีอาการของโรคหรือผู้ป่วยที่มี CD4 cells < 350 cells/mm3 โดยผู้ป่วยเคยหรือไม่เคยได้รับยา AZT มาก่อน โดยเปรียบเทียบ AZT ร่วมกับ ddI
(400 mg/day) หรือ AZT ร่วมกับ ddC (225 mg/day) กับ AZT เดี่ยวๆ (600 mg/day)ผลการศึกษาพบว่าการใช้ยาร่วมกัน จะลดอัตราการเสียชีวิตและชะลอการดำเนินไปของโรคได้ดีกว่า
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [8]

ส่วนการศึกษาของ Hammer SM และคณะ ในผู้ป่วย HIV (N= 2467) ที่มี CD4 cells ในช่วง 200 -500 cells/mm3 ซึ่งร้อยละ 40 ไม่เคยได้ ARV มาก่อน โดยใช้ AZT 200 mg 3 ครั้ง/วัน
หรือ ddI 200 mg 2 ครั้ง/วัน เปรียบเทียบกับ AZT 200 mg 3 ครั้ง/วัน ร่วมกับ ddI 200 mg 2 ครั้ง/วัน และ AZT 200 mg ร่วมกับ ddC 0.75 mg 3 ครั้ง/วัน พบว่าในกลุ่มที่ได้รับยา combine มีการเพิ่มขึ้นของ CD4 cells ได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ยา AZT เดี่ยวๆ ดังนี้ กลุ่ม AZT 14 cells/mm3, กลุ่ม AZT+ddI 63 cells/mm3 (p=0.006),
กลุ่ม AZT+ddC 41 cells/mm3 (p<0.001) และกลุ่มที่ได้รับยา AZT+ddI สามารถชะลอการดำเนินของโรคได้ดีกว่ายา AZT เดี่ยวๆ [HR 0.64 (95%CI 0.46-0.87), p=0.005] ส่วนกลุ่มที่ได้รับยา AZT+ddC ไม่แตกต่างกับกลุ่มยาเดี่ยว [HR 0.77 (95%CI 0.57-1.04), p=0.085][9]

โดยสรุป การใช้ NRTIs 2 ตัวร่วมกัน ทำให้เกิด synergistic antiviral activity อย่างไรก็ตาม NRTIs บางชนิดเมื่อใช้ร่วมกัน จะเกิด antagonismได้ (in vitro) เช่น AZT+d4T[6]

เอกสารอ้างอิง
1. Panel on antiretroviral guidelines for adults and adolescents. Guidelines for the use of antiretroviral agents in
HIV-1-infected adults and adolescents [Internet]. Department of Health and Human Services; 2018. Available from: https://aidsinfo.nih.gov/contentfiles/lvguidelines/adultandadolescentgl.pdf. Accessed February 18, 2018.
2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2560.ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2560:74-5.
3. European AIDS Clinical Society Guidelines v9.0 October 2017.2017:11. Available from: http://www.eacsociety.org/files/guidelines_9.0-english.pdf. Accessed February 18, 2018.
4. Consolidated Guidelines on the Use of Antiretroviral Drugs for Treating and Preventing HIV Infection: Recommendations for a Public Health Approach. 2nd edition. Geneva: World Health Organization; 2016.
5. Perez-Olmeda M, Garcia-Perez J, Mateos E, Spijkers S, Ayerbe MC, Carcas A, Alcami J. In vitro analysis of synergism and antagonism of different nucleoside/nucleotide analogue combinations on the inhibition of human immunodeficiency virus type 1 replication. J Med Virol. 2009 Feb;81(2):211-6.
6. Agosto LM, Zhong P, Munro J, Mothes W. Highly active antiretroviral therapies are effective against HIV- 1 cell-to-cell transmission. PLoS Pathog. 2014 Feb 27;10(2):e1003982. doi: 10.1371/journal.ppat.1003982. eCollection 2014 Feb.
7. Eron JJ, Benoit SL, Jemsek J, MacArthur RD, Santana J, Quinn JB, Kuritzkes DR, Fallon MA, Rubin M. Treatment with lamivudine, zidovudine, or both in HIV-positive patients with 200 to 500 CD4+ cells per cubic millimeter. North American HIV Working Party. N Engl J Med. 1995 Dec 21;333(25):1662-9.
8. Delta: a randomised double-blind controlled trial comparing combinations of zidovudine plus didanosine or zalcitabine with zidovudine alone in HIV-infected individuals. Delta Coordinating Committee. Lancet. 1996 Aug 3;348(9023):283-91.
9. Hammer SM, Katzenstein DA, Hughes MD, Gundacker H, Schooley RT, Haubrich RH, Henry WK, Lederman MM, Phair JP, Niu M, Hirsch MS, Merigan TC. A trial comparing nucleoside monotherapy with combination therapy in HIV-infected adults with CD4 cell counts from 200 to 500 per cubic millimeter. AIDS Clinical Trials Group Study 175 Study Team. N Engl J Med. 1996 Oct 10;335(15):1081-90.

เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Tertiary Reference : Secondary Reference :Primary Reference : Internet
เอกสารที่ทำการสืบค้นแต่ไม่พบคำตอบ
: Goodman and Gilman
ระยะเวลาในการสืบค้น : 4 ชั่วโมง
Keywords : HIV infection treatment, NRTI two combination, NRTI monotherapy compare combination, efficacy, mechanism, didanosine and lamivudine

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 1 MB [ pdf, doc, docx, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
รศ.ดร.ภก.นิมิตร วรกุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ภญ.ลือลักษณ์ ล้อมลิ้ม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ดร.ภญ.สิริมา สิตะรุโน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์


ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved