การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า

[23 มีนาคม 2560 : 20:19:55]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
ผมเคยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าตอนเด็ก ๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยฉีนไปกี่เข็ม และไม่รู้ว่าเคยได้ RIG ไปด้วยรึเปล่า
เพิ่งโดนแมวข่วนที่นิ้วชี้ครับ ไม่ทราบว่าต้องฉีดวัคซีนอย่างไรครับ
จาก แดง วังบัว sup...
เภสัชกร หน่วยงานอื่นทางเอกชน
ธุรกิจส่วนตัว กำแแพงเพชร
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :อื่น ๆ ประชาชน
IP [ 27.55.86xxx.xxx ]

[26 พ.ค. 60 : 12:58:38] นศภ. ปทิตตา วิหะกะรัตน์/รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ . IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดเชื้อในระบประสาทจากสัตว์สู่คน (zoonosis) เกิดจากเชื้อไวรัส rabies ใน family Rhabdoviridae เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสนี้ เชื้อจะมีการแบ่งตัวในเซลล์กล้ามเนื้อ และแพร่เข้าสู่เซลล์ประสาทส่วนกลางผ่าน neuromuscular junction หรือเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ระยะเวลาฟักตัวนาน 1-3 เดือน (แต่อาจนานได้หลายวันถึงหลายปี)[1,2,3] ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการสัมผัส ตำแหน่งของร่างกาย และสายพันธุ์ของไวรัส ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการนำ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเริ่มมีอาการทางระบบประสาท โดยมี 3 ลักษณะ[3,4] คือ
1. Furious rabies คือ มีความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงขึ้นลง เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง มีน้ำลายมาก กระสับกระส่าย เหงื่อออกมาก
2. Dumb rabies คือ ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง มักจะเริ่มจากแขนหรือขาข้างที่มีบาดแผลถูกสัตว์กัด จากนั้นผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงทั่วร่างกาย พูดไม่ชัด กลืนลำบากและการหายใจล้มเหลวเนื่องจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในช่องปาก (bulbar muscles) และกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ
3. Non-classical rabies คือ อาการเจ็บปวดเฉพาะที่จากปมประสาทและเส้นประสาทอักเสบ มีอาการปวดร้าวตามเส้นประสาท (radicular pain) มีอาการชาและอ่อนแรง รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแบบกระตุก (choreiform movement) ของแขนหรือขาข้างที่มีบาดแผลจากสัตว์กัด เดินเซ (ataxia) วิงเวียนศีรษะบ้านหมุน (vertigo) ชัก และประสาทหลอน เป็นต้น
หลังจากนั้นผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะโคม่า และเสียชีวิต[3] ผู้ที่สัมผัสเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจำเป็นต้องได้รับวัคซีน และ/หรือ อิมมูนโกลบูลินป้องกันโดยเร็วที่สุด ควรได้รับภายใน 24 ชั่วโมง[1] สำหรับผู้ที่จำประวัติการได้รับวัคซีนไม่ชัดเจน แนะนำให้ฉีดเหมือนผู้ที่ไม่เคยได้รับวีคซีนมาก่อน[3] การฉีดวัคซีนทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ใช้ขนาดเดียวกัน โดยฉีดได้ 2 วิธี คือ การฉีดด้วยวิธีเข้ากล้าม หรือเข้าในผิวหนัง โดยวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงทุกชนิด และวัคซีนไข่เป็ดฟักบริสุทธิ์ (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine, PDEV) มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน สามารถใช้วัคซีนแทนกันได้ ซึ่งการฉีดวัคซีนหลังสัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis) วัคซีนสามารถใช้ป้องกันหลังสัมผัสได้ทุกคน
การฉีดเข้ากล้าม ฉีดวัคซีน ขนาด 1 มิลลิลิตร (HDCV, PCEC, PDEV) หรือ 0.5 มิลลิลิตร (PVRV หรือ CPRV) 5 dose ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28[7] องค์การอนามัยโลกแนะนำ ในผู้ที่แข็งแรงดี มีภูมิคุ้มกันปกติ ที่ได้รับการดูแลแผลเป็นอย่างดี และได้รับอิมมูนโกลบูลินอย่างถูกต้อง สามารถฉีดเหลือ 4 เข็มได้ ในวันที่ 0, 3, 7 และ 14 เพราะพบว่าภูมิคุ้มกันสูงหลังเข็มที่ 4 ในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ ไม่มีผู้เสียชีวิตหลังได้ครบ 4 เข็ม[8]
การฉีดเข้าในผิวหนัง[7] แนะนำให้ใช้การฉีดแบบ 2-2-2-0-1-1 หรือ 2-2-2-0-2-0 วัคซีนที่แนะนำให้ใช้วิธีนี้มี 3 ชนิด คือ PVRV, PCEC, CPRV ดังนี้
ก. ใช้ได้กับวัคซีน PVRV หรือ CPRV ฉีดจุดละ 0.1 มิลลิลิตร โดยฉีดวัคซีนเข้าในผิวหนัง บริเวณต้นแขน 2 จุด คือ ซ้ายและขวาข้างละ 1 จุด ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีดที่ต้นแขน 1 จุด ในวันที่ 30 และ 90 อาจพิจารณาฉีด 2 จุดในวันที่ 28 แทนวันที่ 30 และ งด 1 จุดในวันที่ 90
ข. สำหรับ PCEC ซึ่งมีขนาด antigenic value ≥7 IU/มิลลิลิตร ให้ฉีดเหมือนข้อ ก. ถ้ามี antigenic value น้อยกว่านี้หรือไม่ทราบ ให้ใช้ขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในผิวหนัง (ทางปฏิบัติให้ฉีด 0.1 มิลลิลิตร 2 จุด ใกล้ๆ กัน) ตามกำหนดเวลาเหมือนข้อ ก.
ปัจจุบันไม่แนะนำการฉีดวัคซีนแบบ HDCV แบบ 4-4-4-0-0-0

ในกรณีที่ถูกกัด ถูกข่วน แต่ไม่มีเลือดออก ควรล้างแผลให้สะอาด ร่วมกับฉีดวัคซีน หากเป็นแผลเดียวหรือหลายแผลและมีเลือดออก ควรล้างแผลให้สะอาด ฉีดวัคซีนและอิมมูนโกลบูลิน และสังเกตุอาการสัตว์ เมื่อครบ 10 วัน ถ้าสัตว์ยังเป็นปกติดี ให้หยุดฉีดวัคซีนได้[6]

อิมมูนโกลบูลิน (RIG) ใช้เป็น post exposure prophylaxis ร่วมกับวัคซีน โดยใช้ HRIG ขนาด 20 IU/kg หรือ ERIG 40 IU/kg ฉีดรอบแผลให้ได้มากที่สุดและฉีดทุกแผล ที่เหลือให้ฉีดเข้ากล้าม ไกลจากจุดที่ฉีดวัคซีนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฉีดวัคซีน หากไม่สามารถหา RIG ได้ในวันแรกให้ฉีดวัคซีนไปก่อน แล้วควรรีบฉีด RIG ทันทีที่หาได้ ถ้าฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วเกิน 7 วันจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนแล้ว ไม่ต้องฉีด RIG[3]
ถ้าแผลใหญ่มากจนปริมาณ RIG อาจไม่พอฉีดได้รอบแผล ให้ผสม RIG ด้วย normal saline จนได้ปริมาณที่ต้องการ แล้วจึงฉีดให้รอบแผล ไม่ควรเพิ่มขนาด RIG มากไปกว่าที่แนะนำ เพราะอาจมีผลลดการสร้างภูมิคุ้มกันโรคจากวัคซีนที่ฉีดให้พร้อมกัน[3]
การฉีด ERIG ต้องทดสอบผิวหนัง (skin test) ก่อน การทดสอบผิวหนังของ TRCS ERIG ทำโดยใช้ TRCS ERIG ที่เจือจาง 1:100 ฉีดด้วย tuberculin syringe เข้าในผิวหนังบริเวณท้องแขน 0.02 มิลลิลิตร จนเกิดรอยนูน 3 มิลลิเมตร ฉีดน้ำเกลือบริเวณท้องแขนอีกข้างเพื่อเปรียบเทียบ รอ 15 นาที จึงอ่านผล ถ้าจุดที่ฉีด ERIG มีรอยนูน (wheal) เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตรขึ้นไป และมีรอยแดง (flare) ล้อมรอบขณะที่จุดฉีดน้ำเกลือไม่มีปฏิกิริยานี้ แสดงว่าผลทดสอบเป็นบวก ถ้าจุดที่ฉีดน้ำเกลือมีรอยนูนแดง ในขณะที่จุดที่ฉีด ERIG มีรอยนูนแดง 10 มิลลิลิตรขึ้นไป และใหญ่กว่าจุดที่ฉีดน้ำเกลือ ให้ถือว่าปฏิกิริยาเป็นผลบวกเช่นกัน หากผลการทดสอบการแพ้ผิวหนังของ ERIG เป็นบวก ให้ใช้ HRIG แทน ถ้าไม่มี HRIG ควรให้ ERIG ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเตรียม adrenaline, antihistamine และเครื่องช่วยหายใจไว้ให้พร้อม[3] อาจพิจารณาการทำ skin test ด้วยวิธีอื่นเนื่องจาก ERIG ที่มีจัดจำหน่ายในประเทศไทยมีวิธีการทำ skin test ที่แตกต่างกัน ขึ้นกับบริษัทที่ผลิต[3]

ดังนั้น ในกรณีที่ถูกแมวข่วน แต่ไม่มีเลือดออก ควรล้างแผลให้สะอาด ร่วมกับฉีดวัคซีน หากเป็นแผลเดียวหรือหลายแผลและมีเลือดออก ควรฉีดวัคซีนและอิมมูนโกลบูลิน และในกรณีที่จำประวัติการได้รับวัคซีนไม่ชัดเจน แนะนำให้ฉีดเหมือนผู้ที่ไม่เคยได้รับวีคซีนมาก่อน[3] คือ ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามขนาด 1 มิลลิลิตร (HDCV, PCEC, PDEV) หรือ 0.5 มิลลิลิตร (PVRV หรือ CPRV) 5 dose ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 หรือฉีดเข้าผิวหนังโดยฮีดวัคซีน PVRV หรือ CPRV จุดละ 0.1 มิลลิลิตร บริเวณต้นแขน 2 จุด คือ ซ้ายและขวาข้างละ 1 จุด ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีดที่ต้นแขน 1 จุด ในวันที่ 30 และ 90 อาจพิจารณาฉีด 2 จุดในวันที่ 28 แทนวันที่ 30 และ งด 1 จุดในวันที่ 90 สำหรับ PCEC ซึ่งมีขนาด antigenic value ≥7 IU/มิลลิลิตร ให้ฉีดเหมือนวัคซีน PVRV หรือ CPRV ถ้ามี antigenic value น้อยกว่านี้หรือไม่ทราบ antigenic value ให้ใช้ขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในผิวหนัง (ทางปฏิบัติให้ฉีด 0.1 มิลลิลิตร 2 จุด ใกล้ๆ กัน) ตามกำหนดเวลาเหมือนวัคซีน PVRV หรือ CPRV และควรสังเกตุอาการชองแมว เมื่อครบ 10 วัน ถ้าแมวยังเป็นปกติดี ให้หยุดฉีดวัคซีนได้ ส่วนการฉีดอิมมูนโกลบูลิน (RIG) ร่วมกับวัคซีน ใช้ HRIG ขนาด 20 IU/kg หรือ ERIG 40 IU/kg ฉีดรอบแผลให้ได้มากที่สุดและฉีดทุกแผล ที่เหลือให้ฉีดเข้ากล้ามตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฉีดวัคซีน ควรฉีดตำแหน่งที่ไกลจากจุดที่ฉีดวัคซีน
เอกสารอ้างอิง
[1] American Academic of Pediatrics. Rabies. In: Kimberlin DW, Brady MT, Jackson MA, Long SS, eds. Red Book: 2015 Report of the Committee on Infectious Diseases. 30th ed. Elk Grove Village, IL: American Academic of Pediatrics. 2015;658-65.
[2] ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า. ใน: โอฬาร พรหมาลิขิต, อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์, อุษา ทิสยากร, บรรณาธิการ. วัคซีน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: นพชัยการพิมพ์; 2558: 209-23.
ศิริลักษณ์ อนันต์ณัฐศิริ. โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies). 2006 [สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2560]. สืบค้นจาก: http://www.ped.si.mahidol.ac.th/site_data/mykku_med/701000033/Rabies.doc.
[3] วีระชัย วัฒนวีรเดช, อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์, กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ. คู่มือวัคซีน 2016-2017 และปัญหาที่พบบ่อย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์; 2017: 393-411.
[4] ศิริลักษณ์ อนันต์ณัฐศิริ. โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies). 2006 [สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2560]. สืบค้นจาก: http://www.ped.si.mahidol.ac.th/site_data/mykku_med/701000033/Rabies.doc.
[5] สำนักระบาดวิทยา. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2555. โรคพิษสุนัขบ้า. [สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2560]. สืบค้นจาก: http://www.boe.moph.go.th/Annual/ASER2012/index/html.
[6] World Health Organization. Rabies. 2016 [Cited 24 May 2017]. Available from: https://www.drugs.com/
pro/lidocaine-and-epinephrine-injection.html.
[7] World Health organization. WHO position paper on rabies. Wkly Epidemiol Rec. 2010;85:309-20.
[8] Rupprecht CE, Briggs D, Brown CM, et al., Use of a Reduced (4-dose) Vaccine Schedule for Postexposure Prophylaxis to Prevent Human Rabies. Recommendation of the Advisory Committee on Immunization Practice. MMWR. 2010; 59(RR-2): 1-9


ระยะเวลาในการสืบค้น : 4ชั่วโมง
Keywords : rabies vaccine, post exposure vaccination

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 50 Kbyte [ pdf, doc, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
ผศ.ดร.ภญ.สิริรัศมิ์ ปิ่นสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
อาจารย์ ดร.ภญ.ฐิติมา ด้วงเงิน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ ประธานหน่วยเภสัชสนเทศและบริการสังคม

ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved