โรคไมเกรน

[15 พฤษภาคม 2545 : 14:45:11]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
โรคไมเกรนเกิดขึ้นจากสาเหตุใด จะหายขาดหรือไม่ เมื่อมีอาการปวดหัวต้องกินยาทุกครั้งคือเป็นทุกอาทิตย์ ๆ ละ 1-2 วัน เพราะถ้าไม่กินอาการปวดจะรุนแรงมากถึงขนาดอาเจียน การกินยามากมีผลต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด และจะหายขาดหรือไม่ ขอทราบยาที่กินแล้วได้ผลดีที่สุด เพราะว่ากินยามาหลายชนิดแล้ว ตอนนี้ซื้อยา Cafergot มากินรู้สึกดีกว่ายาตัวอื่น นอกจากนี้อยากทราบว่ามียาสมุนไพรตัวใดบ้างที่สามารถกินแทนยาสมัยใหม่ได้ เพราะคิดว่ายาสมุนไพรคงจะเป็นอันตรายน้อยกว่า
จาก เอกอนงค์ เลี่ยมนิมิตร Aka...
บุคคลทั่วไป หน่วยงานอื่นทางราชการ
กรมประมง กรุงเทพมหานคร
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :การบริบาลผู้ป่วย
IP [ 203.185.xxx.xxx ]

[15 พ.ค. 45 : 18:46:40] ชิตชไม โอวาทฬารพร   Staff Team lchitcha@ratree.psu.ac.th IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ไมเกรน (Migraine)
ไมเกรน (โรคปวดหัวข้างเดียว) พบได้ประมาณ 5-10% ของประชากรทั่วไป พบได้ทุกอายุ แต่พบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี พบเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
โรคนี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นแรมปี เริ่มเป็นครั้งแรกตอนย่างเข้าวัยรุ่นหรือระยะหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ป่วยหญิงมักเป็นโรคนี้ตอนเริ่มมีประจำเดือน บางคนเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมักมีอาการปวดท้อง เมารถ เมาเรือด้วย มีน้อยคนที่จะมีอาการเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ป่วยหญิงที่เคยเป็นไมเกรนมาก่อน เมื่อถึงวัยประจำเดือนใกล้หมด (40-50 ปี) อาจมีอาการปวดศีรษะบ่อยขึ้น เมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โรคนี้มักจะหายไปเอง
เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญน่าทรมานและทำให้เสียการเสียงาน
โรคนี้เกิดได้กับคนทุกระดับ ไม่เกี่ยวกับฐานะทางสังคมหรือระดับสติปัญญา แต่ผู้ป่วยที่มีฐานะดีหรือมีการศึกษาดีมักจะปรึกษาแพทย์บ่อยกว่า
คนที่เป็นโรคนี้อยู่ประจำ มักเป็นคนประเภทเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก
ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยไมเกรน มีประวัติว่ามีพ่อหรือแม่เป็นโรคนี้ด้วย
สาเหตุ
มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งถ่ายทอดไปยังลูกหล่นได้ ทำให้มีการหดและขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงทั้งนอกและในกะโหลกศีรษะเป็นครั้งคราวเมื่อมีสาเหตุกระตุ้น
อาการปวดศีรษะเกิดเพราะมีการขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงในบริเวณศีรษะที่อยู่นอกกะโหลกศีรษะ ส่วนอาการนำมาก่อนปวด (เช่น ตาพร่า ตาลาย) เป็นผลของการหดตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่สมองหรือที่จอตา (retina) จนประสาทส่วนนั้นรับเลือดไม่พอ
สาเหตุกระตุ้น
ผู้ป่วยมักบอกได้ว่า มีสาเหตุต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้ปวด ซึ่งแต่ละคนอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป แต่มักจะมีได้หลาย ๆ อย่าง อาทิเช่น
ท มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เช่น ออกกลางแดดจ้า ๆ, แสงสีระยิบระยับในโรงมหรสพ, สถานเริงรมย์
ท การใช้สายตาเพ่งดูอะไรนาน ๆ เช่น ดูหนัง, ดูกล้องจุลทรรศน์
ท อยู่ในที่ ๆ มีเสียงดังจอแจ เช่น ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก (เช่น เสียงกลอง เสียงระฆัง)
ท การสูดดมกลิ่นฉุน ๆ เช่น กลิ่นน้ำมันรถ, กลิ่นน้ำหอม, กลิ่นสารเคมี, ควันบุหรี่
ท การดื่มกาแฟมาก ๆ ก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้
ท ยานอนหลับ, เหล้า, เบียร์, เหล้าองุ่นแดง (red wine), นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ช็อกโกแลต, ตับไก่, ไส้กรอก, อาหารทะเล, อาหารทอดน้ำมัน, ผงชูรส, ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (เช่น ส้ม มะนาว) ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
ท อยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เช่นอากาศร้อน หรือหนาวจัด, ห้องที่อบอ้าว, ห้องแอร์เย็นจัด
ท การอดนอน (นอนไม่พอ) หรือนอนมากเกินไป
ท การนอนตื่นสาย (เช่น ในวันหยุดสุดสัปดาห์) หรือกินอาหารผิดเวลาหรือความหิว เชื่อว่าเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ซึ่งกระตุ้นให้ปวดศีรษะได้ บางครั้งพบว่าผู้ป่วยไมเกรนเมื่อเป็นโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
ท การนั่งรถนั่งเรือหรือนั่งเครื่องบิน
ท อาการเจ็บปวดตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
ท การเป็นไข้ เช่น ตัวร้อนจากไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่
ท การออกกำลังจนเหนื่อยเกินไป
ท การถูกกระแทกแรง ๆ ที่ศีรษะ (เช่น การใช้ศีรษะโหม่งฟุตบอล) ก็อาจทำให้ปวดศีรษะได้ทันที
ท อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ สำหรับผู้ป่วยหญิงมีผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก เช่น บางคนมีอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีประจำเดือน และมีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะอุ้มท้อง 9 เดือน, บางคนกินยาคุมกำเนิดทำให้ปวดบ่อยขึ้น พอหยุดกินยาก็ดีขึ้น
ท ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์ขุ่นมัว ตื่นเต้น ตกใจ
อาการ
มักมีอาการเป็นครั้งเป็นคราว ด้วยอาการปวดที่ขมับ หรือเบ้าตาซีกหนึ่งซีกใด ปวดแบบตุบ ๆ เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่บางครั้งก็อาจปวดแบบตื้อ ๆ ก็ได้ อาจปวดสลับข้างในแต่ละครั้ง หรือปวดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง บางคนอาจปวดทั้งศีรษะ มักปวดนาน เป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ (แต่มักไม่เกิน 3 วัน)
บางคนก่อนปวดหรือขณะปวดอาจมีอาการตาพร่า ตาลาย ตาเห็นแสงวอบแวบ หรือตามืดมัวไปครึ่งซึก อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นก่อนปวดศีรษะประมาณ 15-20 นาที
ถ้าปวดรุนแรง จะมีอาการคลื่นไส้ เมื่ออาเจียนแล้ว อาการอาจค่อย ๆ ทุเลาลงได้เอง
อาการปวดศีรษะ ถึงแม้ไม่ได้กินยา ก็มักจะหายได้เอง
การกินยาแก้ปวด หรือนอนหลังสักพักตั้งแต่ระยะ เริ่มมีอาการอาจช่วยให้หายได้ แต่ถ้าปล่อยให้ปวดเป็นชั่วโมงแล้วค่อยกินยามักจะไม่ได้ผล
บางคนที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการหน้าชา ริมฝีปากชา มือชา วิงเวียน ตาเห็นภาพซ้อน อ่อนเพลียหรือแขนขาไม่มีแรงร่วมด้วย แต่พบได้น้อยมาก และมักเป็นเพียงชั่วขณะแล้วหายได้เอง
สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ
บางครั้งขณะที่มีอาการปวด อาจคลำได้หลอดเลือดโป่งพอง และเต้นตุบ ๆ ในบริเวณขมับ
ท การรักษา
1. ถ้าปวดไม่รุนแรง เมื่อเริ่มรู้สึกมีอาการ ให้นั่งหรือนอนพักในห้องมือและเงียบ ๆ สักครู่ อาจหายได้เอง หรือให้กินยาแก้ปวด เช่น แอสไพรินซึ่งถ้าจะให้ออกฤทธิ์เร็วๆ ต้องใช้แอสไพรินชนิดใส่น้ำแล้วเป็นฟองฟู่ (effervescent tablet)หรือ พาราเซตามอล 2 เม็ด เพียงอย่างเดียว หรือกินร่วมกับไดอะซีแพม (ยานี้ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น) ขนาด 2 มก. 1-2 เม็ด แล้วนอนพักสักครู่
หากเคยใช้วิธีดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล (เช่นในกรณีของคุณ) ในการปวดครั้งต่อไปให้กินยาเม็ด คาเฟอร์กอตทันทีที่เริ่มมีอาการ ครั้งแรกให้กิน 1-2 เม็ด ซึ่งมักจะได้ผล แต่ถ้าไม่หายให้ซ้ำได้อีก 1 เม็ด ทุกครึ่งชั่วโมง แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือไม่เกิน 10 เม็ดต่อสัปดาห์ มิฉะนั้นอาจเกิดพิษต่อร่างกายได้ ยานี้มักใช้ได้ผลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยที่อาจไม่ได้ผล (ยานี้มีข้อห้ามใช้ในกรณีหญิงตั้งครรภ์ คนที่เป็นโรคเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจหรือแขนขาตีบตัน )
ท ข้อสำคัญการให้ยารักษาต้องรีบประทำเมื่อเริ่มรู้สึกมีอาการ หากปล่อยให้ปวดอยู่นานแล้วค่อยกินยามักจะไม่ค่อยได้ผล
ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้ยาแก้อาเจียน เช่น เมโทโคลพราไมด์ ร่วมด้วย
2. ถ้าปวดรุนแรง หรือกินคาเฟอร์กอตแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรแนะนำไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ใจ ถ้าเป็นไมเกรนจริง อาจต้องฉีดไดไฮโดรเออร์โกตามีน1-2 มิลลิกรัม เข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเดกซาเมทาโซน 4-8 มิลลิกรัม เข้าเส้นเลือด หรือให้เพร็ดนิโซโลน กินวันละ 60 มิลลิกรัม (12 เม็ด) วันละครั้งเป็นระยะเวลา 3-4 วัน
ยาใหม่ๆ สำหรับไมเกรน
จากการที่นักวิจัยทำการศึกษาไมเกรนมาอย่างต่อเนื่องทำให้ทราบว่าขณะเกิดอาการเฉียบพลันขึ้น นั้นมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีชนิดในสมองโดยเฉพาะจุดซึ่งเรียกว่า 5HT1B/1D serotonin receptor ดังนั้นถ้าใช้ยาที่ไปเกาะกับจุดนี้แล้วอาการปวดจะหายไปหรือบรรเทาลง ยานี้คือ
1. sumatriptan (imitrex) ซึ่งมีทั้งแบบฉีด แบบรับประทานและแบบพ่นจมูก แบบฉีดก็สะดวก คนไข้ฉีดให้ตัวเองได้
ยานี้ห้ามใช้ในคนที่มีความดันโลหิตสูงแล้วควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจขาดเลือด และไมเกรนชนิดมีโรคแทรกต่อระบบประสาท
2. zolmitriptan (zomig) และ rizatriptan (maxalt) ซึ่งเป็นยากลุ่ม triptan รุ่นใหม่ออกฤทธิ์เร็วกว่า sumatriptan

การป้องกัน
สำหรับผู้ป่วยที่ปวดบ่อย ๆ ให้พยายามค้นหาสิ่งที่กระตุ้นให้ปวด แล้วหลีกเลี่ยงเสีย เช่น ถ้ากินยาคุมกำเนิดทำให้ปวดบ่อย ก็เลิกยานี้เสีย, ถ้าดื่มเหล่าแล้วปวดก็ควรงดเสีย, ถ้าเข้าไปในที่ที่มีเสียงอึกทึกจอแจ (เช่น ตลาดนัด) แล้วปวด ก็ต้องงดไป เป็นต้น
ถ้าไม่ทราบว่าอะไรเป็นเหตุกระตุ้น หรือทราบแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือยังปวดอยู่บ่อย ๆ ควรให้ยากินป้องกันไม่ให้ปวด ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายขนาน โดยให้เลือกใช้เพียงขนานหนึ่งขนานใดเพียงอย่างเดียว และให้กินเป็นประจำทุกวัน เป็นแรมเดือนหรือจนกว่าดีขึ้น แล้วลองหยุดยาดู ถ้าปวดใหม่ก็ให้กินใหม่ ยาที่แนะนำ ได้แก่
1. ฟลูนาริซีน (Flunarizine) มีชื่อทางการค้า เช่น ซิบีเลียม (Sibelium) ให้กินขนาด 5-10 มก. (1-2 เม็ด) หลังอาหารเย็นวันละครั้ง
2. อะมิทริปทีลีน (Amitriptyline) เช่น ทริปตานอล (Trytanol) ซึ่งปกติให้เป็นยาแก้อาการซึมเศร้า ให้กินขนาด 25 มิลลิกรัม 1 เม็ด ก่อนเข้านอนทุกคืนก็ได้ผลค่อนข้างดี แต่อาจทำให้ง่วงนอนได้ ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนร่วมกับอาการซึมเศร้าคิดมากหรือนอนไม่หลับ
3. ไพโซติเฟน (Pizotifen) เช่น แซมโดไมแกรน (Sandomigran) หรือ โมซีกอร์ (Mosegor) ขนาดเม็ดละ 0.5 มิลลิกรัม กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1-2 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็นและก่อนนอน ยานี้เป็นกลุ่มยาแอนติฮิสตามีน จึงอาจทำให้ง่วงนอน ถ้ารู้สึกง่วงให้กินวันละครั้ง เฉพาะเวลาก่อนนอน 1-3 เม็ด นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
4. โพรพราโนลอล (Propranolol) เช่น อินเตอราช (Inderal) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปิดกั้นเบตา (Beta-Blocker) ขนาดครั้งละ 20-40 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร
5. เมทิเซอร์ไจด์ (Methysergide) เช่น เตสเซอริล (Deseril) ขนาด 1 มิลลิกรัม กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร (ไม่ควรกินเกิน 6 มิลลิกรัม) ยานี้ใช้ได้ผลดี แต่ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน อาจทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวมากเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้ (เช่น อาจทำให้เกิด retroperitoneal fibrosis) ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาต่ออีกควรเว้นระยะสัก 1-2 เดือนก่อน
ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและมีข้อห้ามใช้ เช่นเดียวกับเออร์โกตามีน และต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น
ข้อแนะนำ
1. อาการปวดตุบ ๆ นอกจากจะมีสาเหตุจากไมเกรนแล้ว ยังอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นในการวินิจฉัยว่าเป็นไปเกรนควรตรวจวัดความดันให้แน่ใจก่อนทุกราย
2. โรคนี้จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง แต่ไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่อย่างใด ควรให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือเป็นเนื้องอกในสมอง มิเช่นนั้นผู่ป่วยจะวิตกกังวลและเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ
3. ควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่ามีสาเหตุอะไรที่กระตุ้นให้ปวดหัวบ้าง ถ้าทราบและสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จะช่วยให้ปวดห่างขึ้น
4. คนที่มีอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อย ๆ ควรพกยาแก้ปวดไว้ประจำตัว และหยิบกินทันทีที่เริ่มรู้สึกมีอาการ
5. การออกกำลังกายแต่พอเหมาะ (อย่าหักโหมจนเกินไป) และการฝึกวิธีผ่อนคลายความเครียดหรือการทำสมาธิอาจช่วยให้โรคทุเลาหรือเว้นห่างขึ้นได้
6. หลีกเลี่ยงอาหารอาหารที่อาจกระตุ้นอาการ

ง แมกนีเซียม (magnesium)
แมกนีเซียมเป็นธาตุสำคัญของร่างกายและเป็นธาตุที่มีบทบาทในการเกิดโรคไมเกรน ดังจะเห็นจากหลายงานวิจัยที่พบว่าคนที่เป็นไมเกรนมีระดับธาตุแมกนีเซียมในร่างกายต่ำกว่าปกติ ครั้นเมื่อลองฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัมเข้าเส้นเลือดให้แก่คนไข้ที่เป็นไมเกรนชนิดเฉียบพลัน 40 ราย ก็พบว่า 21 ราย หายปวดศีรษะโดยส่วนใหญ่ (80%) ของคนที่หายปวดมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ
ง ไรโบฟลาวิน (riboflavin) หรือวิตามินบี 12
มีบางงานวิจัยที่บอกว่า วิตามินบี 12 ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนได้แต่เป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ที่ทดลองกับคนไข้ไมเกรนเพียง 55 ราย
ง สมุนไพร
มีสมุนไพรบางชนิด เช่น feverfew ที่นำมาทดลองแบบวิทยาศาสตร์แล้วได้ผลในเชิงป้องกันไมเกรน จึงมีคนสมองใสนำไปผสมกับแมกนีเซียมและไรโบฟลาวินเป็นสูตรผสมใช้รักษาไมเกรน


เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Internet
ระยะเวลาในการสืบค้น : 1ชั่วโมง
Keywords : ไมเกรน

[5 เม.ย. 47 : 10:38:29] นาฎอนงค์ เจริญสันติสุข nardanongc@yahoo.com,pongkrit@ojipaper.co.th IP [ 203.144.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
มีอาการปวดหัวมาก และอาเจียน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะ ก็จะมีน้ำย่อยออกมา อยากทราบว่าเป็นอาการของโรคไมเกรน หรือเปล่า ผู้ป่วยชอบกินกาแฟและเคร่งเครียดกับงาน กลัวว่าจะเป็นเนื้องอกในสมอง

[19 ต.ค. 49 : 11:59:48] tew tewrew IP [ 125.25.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 3  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ปวดขมับรวมทั้งกระบอกตา ถ้าได้หลับตาแล้วจะหายอาการดังกล่าว เป็นสาเหตุของโรคอะไรคะ

[24 พ.ค. 53 : 23:27:17] nung nungwhip@hotmail.com IP [ 110.49.7xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 4  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เวลาผมมีsexใกล้ถึงจุดมันจะมีอาการปวดหัวขึ้นมาทันที่อย่างรุนแรงมากข้างซ้ายนะครับผมจะทำไงดี

[28 มี.ค. 54 : 20:24:12] Kant Yanrojn eng2thai@hotmail.com IP [ 115.67.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 5  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
4 ปีที่แล้วกระดูกหักกินแคลเซียมตลอด. ช่วงปีครึ่งมานี้เป็นเกิร์ด หาหมอ กินโอเมพราโซลและโมติดอมเอ็มเช้าเย็น (เลิกกินแคลเซียมเพราะกลัวท้องอืดและยับยั้งการดูดซึมยาแก้เกิร์ด )( 3เดือนแรกกินแอร์ร๊อกซ์แล้วงดเพราะท้องผูกและขี้ลืม พอเลิกกินก็หาย) รู้สึกกระดูกเล็กลง ปวดตรงกระดูกเคยหัก. ควรกินแคลเซียมหรือไม่ฟอร์มใด วันละโดสเท่าไรดี. กินบีรวมได้หรือไม่(แต่ก่อนกินเพราะคลื่นไส้เบื่ออาหารเพลียวิงเวียน พอรักษาเกิร์ดก็เลิกกินเพราะกลัวเจริญอาหารกระตุ้นกรดน้ำย่อย แต่กินยารักษาเกิร์ดแล้วเพลียๆ หน้าเหลืองปากซีด หัวใจอ่อนๆ แต่ไม่กินก็รับอาการเกิร์ดไม่ไหวเป็นมาก ) ควรทานยาอย่างไรให้เหมาะสมและปลอดภัย ต้องเสริมอะไรหรือไม่ ( ถ้าเป็นไปได้กรุณาแจ้งให้ทราบทางอีเมล์ด้วย) ขอบคุณมาก

Your Answer
เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 50 Kbyte [ pdf, doc, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
ผศ.ดร.ภญ.สิริรัศมิ์ ปิ่นสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิชาชีพ
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ ประธานหน่วยเภสัชสนเทศและบริการสังคม

ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved