พาราเชตามอล

[9 มกราคม 2546 : 1:10:08]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
อยากทราบว่าทำไม่สัตวแพทย์ถึงบอกว่าเวลาแมวเป็นไข้ห้ามให้แมวกินยาพาราเซตามอล ไม่เช่นนั้นแมวจะตาย แต่ทำไม่แมวที่บ้านไม่เห็นเป็นอะไรเลย แล้วถ้าแมวมีไข้ควรให้กินยาอะไรค่ะ
จาก ภารดี kul...
เภสัชกร ร้านขายยา
drugstore.com สงขลา
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :การบริบาลผู้ป่วย
IP [ 203.113.xxx.xxx ]

[9 ม.ค. 46 : 10:37:57] p046@yahoo.com IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
แมวอาจไม่มีระบบในการกำจัด Toxic Metabolite ของ Paracetamol ได้เหมือนสัตว์อื่น ทำให้แมวอาจมีปัญหาเรื่องตับได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการทนได้ของแมวด้วย ดังนั้นเมื่อมันมีอาการไข้ อาจแก้ไขโดยการใช้ Aspirin น่าจะเป็นไปได้ ส่วนท่านใด มีความเป็นแตกต่างกัน ก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ

[10 ม.ค. 46 : 4:16:54] ชิตชไม โอวาทฬารพร   Staff Team lchitcha@ratree.psu.ac.th IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ยาลดไข้ ของแมว
1. พาราเซตามอล: ต้องระมัดระวังเพราะ แมว แพ้ พาราเซตามอลอย่างรุนแรง
รศ.สพ.ญ.ดร.วรา พานิชเกรียงไกร ๕ระสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความถึง ความเป็นพิษของพาราเซตามอลในสุนัขและแมว ไว้ดังนี้ค่ะ
พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ acetaminophen เป็นยาระงับปวดและลดไข้ที่ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ.2436 แต่ได้รับความนิยมเมื่อ 50 ปีหลังจากนั้น พาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในคน เนื่องจากมีข้อดีกว่าแอสไพรินตรงที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะ และไม่มีผลต่อการเกาะตัวของplatelets จึงไม่ทำให้เกิดแผลหลุมในกระเพาะและไม่ทำให้การแข็งตัวของเลือดเสียไป อย่างไรก็ตามพาราเซตามอลไม่มีผลในการลดอักเสบเหมือนแอสไพริน จึงไม่สามารถใช้ในการลดการอักเสบของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ หรือข้ออักเสบได้ พาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถซื้อหาได้ทั่วไปโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ทำให้คนนิยมใช้เพราะหยิบฉวยได้ง่าย และคิดว่าเป็นยาที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ข้อความนี้อาจเป็นจริงในคนเมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำ แต่ไม่เป็นจริงในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะในแมว ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไวต่อความเป็นพิษจากพาราเซตามอล อาการของความเป็นพิษในแมวอาจสังเกตเห็นได้หลังจากแมวได้รับ regular strength tablet* เพียงครึ่งเม็ดหรือเพียง163 มิลลิกรัมเท่านั้น ทั้งนี้อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าของที่เอายาให้แมวกินเพื่อแก้ไข้ จากสถิติของศูนย์ควบคุมความเป็นพิษในสัตว์แห่งชาติ ที่สหรัฐอเมริกา พบว่า ความเป็นพิษจากยาที่เกิดขึ้นในแมว 50%มีสาเหตุมาจากพาราเซตามอล จึงมีคำแนะนำว่าไม่ควรให้พาราเซตามอลกับแมวไม่ว่าในกรณีใดๆ จะเห็นได้ว่าความเป็นพิษในแมวเกิดจากความตั้งใจดีของเจ้าของ แต่ในสุนัขมักเกิดจากการรื้อค้นยาที่เจ้าของเก็บไว้อย่างไม่ระมัดระวัง และกินยาจำนวนมากเข้าไป จนเกิดความเป็นพิษ ซึ่งจะพบเมื่อสุนัข
กินพาราเซตามอลในขนาดที่สูงกว่า 200 มก./กก.
การเปลี่ยนแปลงของยาและการเกิดพิษ
พาราเซตามอล ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า acetaminophen ถูกเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการหลักในตับ 3 ทาง คือ
1. conjugate กับ sulfate compounds โดย enzyme phenol sulfotransferase
2. conjugate กับ glucuronides โดย enzyme uridine diphosphate-glucurosyl transferase หรือ UDT สอง pathways นี้ทำให้เกิด metabolites ที่ไม่มีพิษ ขับออกทางน้ำดีและน้ำปัสสาวะ ร่วมกับ minor metabolites และnontransformed acetaminophen
3. transformed หรือ oxidised โดย cytochrome P-450 ได้ N-acetyl-parabenzequinoneimine (NAPQI) ซึ่งจะ conjugate กับ reduced glutathione ได้ nontoxic products ของ cysteine และ
mercapturic acid ขับออกทางน้ำปัสสาวะ
ถ้าสัตว์และคนได้รับ acetaminophen ในขนาดต่ำ กระบวนการขจัดออกดังกล่าวจะพอเพียงและไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษ แต่ในกรณีที่ได้รับ acetaminophen ในขนาดสูงจะเกิดปัญหาเนื่องจาก
1. กระบวนการ sulfation และ glucuronidation เป็นปฏิกิริยาที่มีความจำกัด อาจเป็น เพราะมีสารตัวรับ เช่น sulfates และ glucuronides ไม่มากพอ จึงมี acetaminophen ที่ต้องเปลี่ยนแปลงผ่านทาง cytochrome P-450 มากขึ้น ทำให้ได้ metabolite ที่มีความเป็นพิษคือ NAPQI ซึ่งแม้จะรวมตัวกับ glutathione** ได้สารไม่มีพิษในระดับหนึ่ง แต่เมื่อ glutathione ลดน้อยหรือหมดลง NAPQI จะอยู่ในภาวะล้นเกินและไปเกาะจับกับสารอื่นในเนื้อเยื่อ ได้แก่ โปรตีนในตับ เกิด hepatic necrosis
2. acetaminophen ระดับสูง จะยับยั้งการสังเคราะห์ของ glutathione ทำให้กระบวน การป้องกันตัวของร่างกายลดลงอย่างมาก ในแมวจะมีผลต่อการลดลงของ glutathioneในเม็ดเลือดแดงเด่นชัดกว่าในสัตว์อื่น ทำให้เกิดoxidative stressของเซลล์เม็ดเลือดแดง hemoglobin ถูกเปลี่ยนเป็น methemoglobin เลือดไม่สามารถนำพาออกซิเจนได้ นอกจากนี้จะเกิด Heinz bodies ซึ่งเป็น globin ที่ถูก denatured ทำให้ตกตะกอนไปเกาะกับผนังของเซลล์เม็ดเลือดแดง ผนังจะเปราะและแตกง่าย เกิดภาวะเลือดจางตามมา

การที่แมวมีความไวต่อพิษของ acetaminophen มากกว่าในสัตว์อื่น อาจเนื่องจาก
1. แมวมี enzyme UDT ในตับต่ำมาก ทำให้มีความสามารถน้อยในการglucuronidateยาให้ได้สารที่ไม่เป็นพิษผ่านกระบวนการ glucuronidation
2. แมวมีอัตราการขจัด acetaminophen ออกจากร่างกายจำกัดมาก โดยมีความสามารถเพียงหนึ่งในสิบของสุนัขเท่านั้น กระบวนการหลักในแมวได้แก่ sulfation (90%) ตามด้วย cysteine โดยผ่าน cytochrome P-450 (5%) และ glucuronidation(1%)ซึ่งการ sulfation จะเกิดได้สมบูรณ์และได้สารที่ไม่มีพิษ ต้องขึ้นอยู่กับการมี inorganicsulfate มากพอในร่างกาย แต่แมวก็มี sulfate จำกัดอีกเช่นกัน
3. โมเลกุลของ hemoglobin ของแมวมี sulfhydryl groups 8-10 กลุ่ม ในขณะที่สุนัขมี 4 กลุ่ม คนและม้ามีเพียง 2 กลุ่ม จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ hemoglobin ของแมวไวต่อการเกิด oxidation และเปลี่ยน hemoglobin ไปเป็น methemoglobin***

อาการ
อาการของความเป็นพิษ และ ขนาดที่ทำให้เกิดพิษ ดังแสดงในตาราง อย่างไรก็ตาม แมวบางตัว
อาจเกิดความเป็นพิษจากการกินในขนาดเพียง 10 มก./กก.
ขนาดที่ทำให้เกิดความเป็นพิษโดยการกิน อาการ
แมว 50-120 มก./กก. Cyanosis หายใจไม่ออก หัวใจเต้นเร็ว ซึม บวมที่หน้า ฝ่าเท้า หนังตา
สุนัข 200 มก./กก. อาเจียน ตามด้วย ดีซ่าน เลือดจาง ปัสสาวะมีเลือดปน
อาการของความเป็นพิษ อาจเกิดได้รวดเร็วภายใน 1-4 ชั่วโมงหลังการกินหรืออาจช้ากว่านั้น
อาการในแมวจะเนื่องมาจาก methemoglobinemia แต่ในสุนัขและสัตว์อื่นรวมทั้งคน จะมีอาการ
ที่เนื่องมาจากความเป็นพิษที่ตับ ซึ่งจะเห็นได้ภายใน 1-2 วัน
หากเจาะเลือดตรวจ จะพบเลือดมีสีคล้ำ(chocolate brown) หากป้ายเลือดที่กระจก สไลด์และย้อมด้วยสี cresyl violet จะพบ Heinz bodies อยู่ริมๆของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งในแมว
ปกติก็อาจพบ Heinz bodies ได้ แต่กรณีที่เกิดความเป็นพิษจะพบ Heinz bodies ขนาดใหญ่
และพบมากกว่า 10%ของเม็ดเลือดแดงที่ตรวจ
การรักษา
1. Detoxification ให้ยาทำให้อาเจียนและล้างท้อง แต่ถ้าได้รับยานานเกินกว่า 2 ชั่วโมงอาจ
ไม่มีประโยชน์
2. Supportive treatment ให้ออกซิเจน เพื่อต้านภาวะ methemoglobinemia และ anemia ให้ vitamin C ขนาด 30 มก./กก. ทุก 6 ชั่วโมง โดยการกินหรือ i.v. เพื่อเป็น antioxidant ให้ sodium sulfate 1.6% solution ขนาด 50 มก./กก. i.v. ทุก 4 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มระดับ sulfate ในร่างกาย
3. Specific antidote ให้ N-acetylcysteine (NAC) กินหรือฉีด i.v. ในขนาด
เริ่มแรก 140 มก./กก. ตามด้วยขนาด 70 มก./กก. ทุก 4-6 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง Rumbeiha
และคณะ (1995) รายงานว่า การให้ NACเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในกรณีที่แมวหรือสัตว์อื่นรวมทั้ง
คนเกิดความเป็นพิษจาก acetaminophen
2. แอสไพริน เป็นยาบรรเทาอาการปวด รักษาการอักเสบและภาวะไข้ของสุนัขและแมว แอสไพรินอาจมีผลทำให้แมวตาย(fatal)ได้ ดังนั้นจึงควรใช้แอสไพรินภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ ถ้าสัตว์เลี้ยงเคยได้รับแอสไพรินแล้วมีอาการซึม อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายดำ หายใจเร็วขึ้นควรปรึกษาสัตวแพทย์
ข้อควรระวัง
 ไม่ควรใช้ยานี้ในสัตว์ที่มีประวัติการแพ้
 ควรใช้ยานี้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ เนื่องแมวมีการเปลี่ยนแปลงยานี้ได้อย่างช้าๆ (มากกว่า 3-4 วัน) แมวอาจจะตายได้จากการใช้ยานี้
 ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินที่มียาชนิดอื่นผสมอยู่ เช่น caffeine, codeine หรือ acetaminophen เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ได้
 ควรหยุดให้ยาแอสไพรินอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการทำศัลยกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาวะเลือดออก (bleeding problem) หรือหยุดยากในระหว่างและหลังการทำศัลยกรรม
 ไม่ควรใช้ยานี้กับสัตว์ที่มีปัญหาเลือดหยุดยาก เช่น von Willebrand's disease หรือสัตว์ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
 ไม่ควรให้ยานี้กับสัตว์ที่เป็นโรคหอบหืด (asthma) หรือโรคไต
 ไม่ควรใช้ยานี้กับสัตว์ที่กำลังตั้งท้อง หรือกำลังให้น้ำนม
 อาจทำให้เกิดผลการตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะเป็นผลบวกไม่จริง (false positve urine glucose test)
 ควรใช้ buffered aspirin ไม่ใช่ enteric-coated aspirin เพราะการใช้ยาเม็ดที่เคลือบจะทำให้การดูดซึมแอสไพรินในลำไส้ลดลง

3. ไอโปรบูเฟน , บูเฟน
ไอโปรบูเฟน หรือ บูเฟน ค่อนข้างปลอดภัยมาก ขนาดที่ใช้คือ 200 mg หรือ จะใช้แบบน้ำเชื่อมก็ได้



เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Internet
ระยะเวลาในการสืบค้น : 1ชั่วโมง
Keywords : แมว ยาลดไข้

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 1 MB [ pdf, doc, docx, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
รศ.ดร.ภก.นิมิตร วรกุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ภญ.ลือลักษณ์ ล้อมลิ้ม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ดร.ภญ.สิริมา สิตะรุโน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์


ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved