หนองใน

[21 เมษายน 2548 : 21:21:45]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
สวัสดีคับ
พอดีผมเข้ามาเจอเวปบอร์ดที่คุยกันเรื่องว่า โรคหนองใน
ตอนนี้ผมเป็นหนองในครับ เป็นมาเกือบ 20 วันแล้ว ยังไม่หายเลย
ไปหาเภสัชมา เขาจ่ายยา Ciprofloxacin มา ตอนช่วงแรกเขาให้กิน
วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปปรึกษาเขาเลยบอก
ให้กินวันละ 3 ครั้งเลยก็ได้ อยากทราบว่ายาตัวนี้จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า
แล้วตอนนี้หนองก็ยังไม่หาย และที่หูรูดใต้รูปัสสาวะยังมีตุ่มหนองขึ้นมาด้วยครับ1 ตุ่ม
ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร กังวลใจมากๆเลยครับ ยังไม่แน่ใจจะไปหาหมอให้ตรวจละเอียดดีมั้ย
เพราะเกรงว่าจะฟังคำตอบที่ไม่อยากฟังอะครับ กลุ้มจิงๆ
แล้วเรื่องที่ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ว่าเรามีเชื้อด้วยหรือเปล่า เท่าทีผมอ่านบทความมา
ถ้าคนที่มีเชื้อซิฟิลิสจะมีผลเลือดเป็น Positive อยากทราบว่ามันหมายความว่าเรามีเชื้อ HIV ด้วยหรือเปล่าครับ
เพราะยังไม่รู้เรื่องนี้ กังวลใจอีกเหมือนกัน...
ผมควรทำยังไงดี
จาก Ho sassy_2girl@hotmail.com
บุคคลทั่วไป หน่วยงานอื่นทางเอกชน
บุคคล ชลบุรี
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :การบริบาลผู้ป่วย
IP [ 202.139.xxx.xxx ]

[22 เม.ย. 48 : 12:50:55] ปปป pattaya6969@yahoo.com IP [ 203.188.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมว่าคุณเป็นโรคอย่างนี้อย่าไปหาเภสัชให้เสียเวลาเลยครับ เป็นโรคแบบนี้อย่าเชื่อเภสัชเลยครับ ไปหาหมอที่ รพ. ให้เค้าตรวจเชื้อ วินิจฉัยให้ถูกต้องดีกว่าครับ ให้คนที่เค้าเคยตวจเค้าดูดีกว่าครับ เภสัชไม่มีทางรู้หรอกครับว่าหนองในเป็นยังไง อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ซื้อยากินเองนอกจากเสียตังก์โดยใช่เหตุแล้วยังเสี่ยงได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงขอองยาด้วยนะครับ ถ้าคุณไปหาหมอที่ รพ. เจอหมอดีๆ วินิจฉัยเก่งๆ อาจหายไปแล้วครับ แต่ถ้าหมอที่วินิจฉัยไม่ถูกอันนี้ก็ไม่รับประกันครับ และ cipro ผมไม่เคนเห็นทานแบบ tid. นะครับ ส่วนใหญ่จะเป็น bid. 1 หรือ 2 เม็ดก็แล้วแต่หมอครับ.....................จาก เภสัช รพ.

[22 เม.ย. 48 : 19:18:11] ... ... IP [ 203.156.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
โรคหนองใน ( 8 เมย. 47 )
หนองใน 1 เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากเป็นอันดับแรกๆ สาเหตุจากเชื้อ Nisseria gonorrhea ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัว 2-10 วัน อาการ ในผู้ชายหลังพบเชื้อจะปวดแสบขณะถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะขัดในระยะแรกอาจมีหนองไหลซึมออกมาภายใน 12 ชม. จะมีหนองออกมามากและข้น ร้อยละ 10ของผู้ป่วยไม่มีอาการแต่พบเชื้อได้ ในผู้หญิงระยะแรกไม่มีอาการต่อมามีตกขาวกลิ่นเหม็นไม่คัน มีอาการปวดแสบขณะถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ผู้หญิงที่ติดหนองในประมาณครึ่งหนึ่งอาจไม่แสดงอาการแต่อาจแพร่เชื้อได้
การรักษา
ใช้ยาในกลุ่ม fluoroquinolone 2 ได้แก่ ciprofloxacin 500 mg รับประทานครั้งเดียว หรือ
ofloxacin 400 mg รับประทานครั้งเดียว
ร่วมกับรักษา Chlamydia trachomatis ( หนองในเทียมด้วย ) คือ รับประทาน doxycyclin 100mg วันละ 2 ครั้ง
เป็นเวลา 7 วันด้วย
คำแนะนำ 2 การประสบความล้มเหลวในการรักษาเนื่องจากสาเหตุสำคัญคือ ติดเชื้อซ้ำหลังจากที่ได้รักษาจนหายแล้ว หรือผู้ป่วยได้รับเชื้อโรคที่มีการดื้อยามาก
1. ระหว่างรักษาไม่ควรหลับนอนกับภรรยาหรือแฟนหรือไปเที่ยวแล้วได้รับสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรค
2. หากผู้ป่วยผู้ป่วยมีภรรยาหรือแฟนควรจะพาคู่ของตัวเองไปรับการรักษาด้วย
3. ผู้ป่วยที่มีอาการเป็นหนองในควรได้รับการตรวจเพื่อหาโรคอื่นด้วยได้แก่ ซิฟิลิส และ HIV
หากพบว่ามีเชื้อสาเหตุโรคอยู่ควรจะดำเนินการรักษาไปพร้อมๆกัน
โดยสรุป เมื่อรักษาหนองในหายแล้วผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และมีข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ กรณีที่ผู้ป่วยมีแฟนหรือภรรยา
1. ผู้ป่วยและแฟนควรเข้ารับการรักษา โรคหนองในทั้ง 2 คนเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำเนื่องจากสัมผัสถูกเชื้ออีกครั้ง เนื่องจากในคำถามไม่ให้รายละเอียดว่า แฟนได้รับการรักษาหนองในหรือไม่
2. ระหว่างที่ได้รับการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์
3. ผู้เข้ารับการรักษาควรได้รับการตรวจหาเชื้อ ซิฟิลิส และ HIV ด้วย
4. เนื่องจากโรคหนองในมีอัตราที่ดื้อต่อยาที่ใช่รักษาได้มากดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการรักษาต่อเนื่องเพื่อแพทย์จะได้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของเชื้อก่อโรคและต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และไม่ควรซื้อยา ofloxacin
มารับประทานเอง นอกจากได้รับจากแพทย์ผู้ตรวจรักษา

เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง
1. Dipiro JT, Talbert RL, Yee GC, Matzbe GR, Wells BG, Posey LM. Pharmacotherapy a pathophysiologic approach. 5 th edition. New York: Mc Graw-Hill; 2002
2. สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน; 2544

เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Primary Reference
ระยะเวลาในการสืบค้น : 3ชั่วโมง

[23 เม.ย. 48 : 1:24:17] เภสัชคนหนึ่ง ..... IP [ 203.151.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 3  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ทำไมเภสัชด้วยกันเองจึงดูถูกกันเองเช่นนี้หนอ ไม่เข้าใจเลย

[23 เม.ย. 48 : 18:36:38] ปปป pattaya6969@yahoo.com IP [ 203.188.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 4  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ไม่ใช่เป็นการดูถูกเภสัชด้วยกันเอง แต่เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของผู้ป่วย เราควรรู้ขอบเขตการให้บริการของเรา อันไหนที่สมควรวินิจฉัยเอง อันไหนสมควรแนะนำให้ผู้ป่วยไป รพ. ไม่ใช่รักษาแบบมั่วๆ รู้แค่ตัวยาที่ใช้รักษา จ่ายมั่วๆ regimen ไหนก็ไม่รู้

[23 เม.ย. 48 : 19:24:44] คนชล ... IP [ 203.156.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 5  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมว่าโรคหนองในเป็นโรคที่รักษาในร้านยาได้นะครับ แต่เวลาเรารักษาควรให้ยารักษาควบไปทั้งหนองในแท้และเทียมเนื่องจากแยกยาก และต้องให้ผู้ป่วยไปตรวจหาซิฟิลิสหลังจากหาย เภสัชกรคนนั้นจ่ายยาผิด regimen ก็ควรต่อว่าครับ แต่อย่าดูถูกว่าเภสัชไร้ความสามารถสิครับ เภสัชร้านยาที่เก่งก็มีเยอะนะครับ ขอตอบคุณHO ว่าเชื้อซิฟิลิสกับ HIV มันคนละเชื้อกันครับ ไม่ต้องกลัวว่าเป็นซิฟิลิสแล้วจะเป็น HIV ครับ

[23 เม.ย. 48 : 20:54:30] คนเป็นหนองใน sassy_2girl@hotmail.com IP [ 61.90.37xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 6  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอถาม เภสัช นะครับ ...

ยาที่เขาจ่ายให้มาเขียนว่า
Cifloxin(Ciprofloxacin (as HCl. H2O) ) 250 mg
ยี่ห้อ Siam ...

ซือที่แรก เขาบอกให้กินก่อนอาหาร 30 นาที พอผมกินยาหมด 2 แผง ยังไม่หาย ก็เลยไปหาซื้อยาที่เหมือนกัน
แต่ซื้อร้านอื่นเพราะผมออกต่างจังหวัด แต่คนใหม่
เขาบอกให้กินหลังอาหารอะครับ
แล้วอย่างนี้จะเป็นไรเปล่าครับ
..แต่ผมก็เลยกินก่อนอาหารเหมือนเดิมครับ เหมือนที่เคยกินมา
..และอยากทราบว่ายาชนิดนี้มีผลข้างเคียงอะไรบ้างครับ
ถ้ากินยาเยอะ ตอนนี้จะหมดแผงที่ 4 แล้ว แผงนึงมี 10 เม็ด เม็ดละ 250 mg

ด้วยความเคารพ

[24 เม.ย. 48 : 16:44:27] ภก.ปริทัศน์ paritas_suksanan044@yahoo.com IP [ 172.29.7xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 7  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เรียน คุณ คนเป็นหนองใน ครับ
คุณสามารถทาน ciprofloxacin ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ครับ เนื่องจากการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดไม่ต่างกันมากนัก(อาหารทั่วไป ไม่มีผลรบกวนการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด) ยกเว้นว่า คุณทานยาตัวนี้ร่วมกับ นม หรือยาอื่นที่มีผลลดการดูดซึม เช่นยาลดกรดเคลือบกระเพาะ ซึ่งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลครับ(แก้ไขโดยการทานให้ห่างกัน อย่างน้อย 2 ชม.)
สำหรับผลข้างเคียงเด่นๆของยาตัวนี้ คือ อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เนื่องจากยามีผลระคายเคืองกระเพาะ ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจเจอได้เช่น ปวดหัว วิงเวียน เป็นต้นครับ

[28 เม.ย. 48 : 16:45:41] ภก. ผู้น้อย poonoi@yahoo.com IP [ 203.157.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 8  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
จากประสบการณ์ในการจ่ายยาของผม
1. ดูอาการของผู้ป่วย ที่สำคัญคือมีหนองข้น แสบ ขัด
2. ดูว่าไปเที่ยว หรือมี sex ก่อนหน้านี้ประมาณ 3-10 วันหรือปล่าว ถ้ามีก็น่าจะใช้
3. การรักษา โดยส่วนมากเราจะรักษาหนองในแท้และหนองในเทียมไปด้วยกัน เพราะเราไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีผลทางแล็ป
4. ต้องบอกคนไข้ว่า กินยาอย่างไร ดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งบางครั้งสิ่งที่แนะนำก็ไม่แน่ใจว่าหลักฐานยืนยันหรือปล่าว แต่ผมรู้สึกว่าเป็นส่งที่ทำไว้ก่อนดีกว่าไม่ทำ เพราะมันก็ไม่ได้ลำบากอะไรคือ
4.1 งดการมี sex ให้มันรู้ไปว่าเป็นหนองในอยู่แล้ว ถ้างดมี sex แล้วมันจะตายให้ได้
4.2 งดเหล้า เบียร์ ของหมักดอง ของเค็ม เช่นปลาเค็ม หน่อไม้ดอง ปลาเม ผักกาดดอง เป็นต้น อันนี้หล่ะที่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่มีหลักฐานยืนยันป่ะ แต่ประสบการณืที่ผมได้สั่งสมมา และได้คุยกับเพื่อนๆ ที่ร้านยา ก็พบว่า ส่วนใหญ่ที่ผู้ป่วยทานยาแล้วไม่หาน มักเกิดจากการไม่ปฎิบัติตัวในเรื่องดังกล่าว ผู้ชายก็มักลืม ดันดื่มเหล้า ผู้หญิงมักชอบทานของหมักดองเป็นเสมอ อยากให้มีสามัญสำนึกว่า ของพวกนี้ ถึงแม้ไม่มีใครบอกห้าม ก็ควรจะรู้ได้เองว่า มันไม่ควรกินในช่วงนี้ ให้หายดีก่อนแล้วค่อนกินไม่ได้เหรอ ให้มันรู้ไปว่าไม่ได้กินแล้วจะตาย
4.3 ทานยาให้ถูกต้อง ตามกำหนด พยายามอย่าลืมทาน หรือทานผิด บางคนได้ doxy มากิน แต่เนื่องจาก doxy ทานเพียงวันละสองครั้ง ถ้าลืม 1 มื้อก็แสดงว่าวันหนึ่งได้ทานยาเพียง 1 มื้อ เท่านั้น อันนี้ก็ไม่ทราบว่าระดับยาในร่างกายจะเพียงพอหรือปล่าวน่ะครับ อาจเปลี่ยนไปใช้ erythro หรือ tetra ซึ่งก๋สามารถใช้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เชื้อจะดื้อยาขนาดไหนแล้ว แต่ที่อ่านหนังสือหรือท่องเน็ต ก็ยังบอกให้ใช้ได้ อันนี้ก็ต้องดูว่าจะจ่ายตัวไหนน่ะ
4.4 อย่ารีดหนอง บางคนอยากให้หายขาด หายเร็ว ทั้งรีดทั้งรูด นอกจากเจ็บแล้วยังทำให้ผนังท่อปัสสาวะ ยิ่งเกิดการอักเสบไปอีก

ถ้าเกิดทำตามทุกอย่างแล้วไม่ดี ขึ้น ถ้าผู้ป่วยมาหาอีก ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลยน่ะ เพราะว่าอาจจำเป็นต้องเพาะเชื้อหรือส่องกล้องเพื่อหาว่าเป็นเชื้ออะไร แต่ถ้าเกิดว่าไม่ต้องการมีปัญหาก็ไม่ต้องจ่ายยาให้ไปหาหมอเลยแต่เราก็แนะนำว่า ควรหรือไม่ควรปฏิบัติในเรื่องใดบ้าง แต่ถ้าคนไข้บอกว่าไม่อยากหาหมอ อยากได้ยา เราก็สนองตอบให้ได้ เพราะเราก็สามารถจ่ายได้ เพียงว่าให้ปฏิบัตในสิ่งที่บอก แล้วบอกว่า ถ้าไม่หายก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลยน่ะ พี่น้องเอ้ย

[3 พ.ค. 48 : 14:18:13] ภก.รพ,ร้านยา toppiyachet@hotmail.com IP [ 203.144.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 9  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เชื้อหนองใน ดื้อยากลุ่มQUINOLONE แล้วครับ ได้ผลเพียง 60% เท่านั้น มีregimen ใหม่ให้ฉีด ceftriazone 1gm im และมียากินที่ใช้ได้ผลอยู่ แต่แพง และไม่ค่อยพบ จากที่เคยจ่าย azithromycin 600mg ac od 3day ก็หายครับ regimen ที่แนะนำใหม่ ลองถามกรมควบคุมโรคติดต่อดูครับ
เอกสารอ้างอิง
หนังสือเวียนจากกรมควบคุมโรคติดต่อ

[10 ก.พ. 49 : 23:43:24] dfsht IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 10  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือผมไม่รู้ว่าเป็นหนองในหรือป่าวอะครับ คือว่าผมมีเพศสัมพันธ์ กับแฟนมา 2 วันแล้ว ระยะแรกมีนําใสๆเหลือง ออกมานิดเดียว มีอาการเคืองท่อปัสสาวะ และอสุจิจะมีเมือกเหลืองข้นปนมา ด้วยอะครับ ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง กังวลมากเลยครับ ขอคำปรึกษาหน่อยนะครับ แต่ตอนนี้น้ามใสๆไม่มีแล้ว มีแต่เมือกที่ปนมากับอสุจิอะครับ

[17 มี.ค. 49 : 3:14:24] ผู้ทุกข์มากๆ bird.ciro@hotmail.com IP [ 203.118.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 11  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมสงสัยว่าตัวเองเป็นหนองในมีอาการมา2วันแล้วครับ เป็นหนองขุ่นข้นเหมือนนมข้นหวานไหลออกมาทางท่อปัสวะแล้วเวลาฉี่จะเจ็บแสบๆคับ ไปหาหมอที่ รพ.ทหารเรือ หมอให้ยา norfloxacin 400 mg. มาทานเขาบอกว่าให้ทาน 5 วัน แล้วยังไม่ดีขึ้นให้มาหาอีกที อยากทราบว่ายาตัวนี้นั้นมีคุณสมบัติอะไรบ้างครับ และผมจะหายไหมครับ จำเป็นต้องกินยาตัวอื่นหรือเปล่าครับ เพราะตั้งแต่ดูมา ไม่มียาตัวนี้เขียนบอกไว้เลย หมอให้ยาผิดหรือเปล่าครับ กรุณาตอบด้วยครับ และอยากทราบว่าผมจะเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ กลัวมาก ผมเที่ยวมาเดือนนึงแล้วใส่ถุงด้วย แต่ล่าสุดประมาณ 1 อาทิตย์ผมมีอะไรกับแฟน แล้วก็เป็นอย่างนี้ ผมอยากรู้ว่าผมจะเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ ตอบให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

[2 มิ.ย. 49 : 17:10:48] คนไม่สบายใจ takayopa@hotmail.com IP [ 202.5.87xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 12  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
หวัดดีครับตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองเป็นหนองใน เลยอยากรู้ว่าการมีอาการเป็นหนองใน มีโอกาสจะติดเชื้อเอดส์มากแค่ไหน และเป็นไปได้หรือไม่ในการติดเชื้อเอดส์ ควรทำยังไงดี และวิธีการรักษาควรกินยาอะไรดีครับไม่ค่อยสบายใจเลย

[17 ก.ค. 49 : 0:46:45] 21 kiritengu@hotmail.com IP [ 61.47.10xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 13  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมก็ได้ Norfloxacin 400 mg มาเหมือนกัน แต่เท่าที่ดู ไม่เห็นมีที่ไหนบอกว่าใช้รักษาโรคหนองในได้เลย รบกวนเภสัชกรช่วยตอบด้วยครับ หรือว่าผมต้องไปซื้อยาใหม่ ?

[17 ก.ค. 49 : 13:08:43] ถนัด ทิพวัลย์  IP [ 203.188.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 14  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
For Pharmacist...

National guideline on the diagnosis and treatment of gonorrhoea in adults 2005.

BIBLIOGRAPHIC SOURCE(S)
National guideline on the diagnosis and treatment of gonorrhoea in adults 2005. London (England): British Association for Sexual Health and HIV (BASHH); 2005. 9 p. [36 references]
GUIDELINE STATUS
This is the current release of the guideline.

This guideline updates a previous version: Association for Genitourinary Medicine (AGUM), Medical Society for the Study of Venereal Disease (MSSVD). 2002 national guideline on the management of gonorrhoea in adults. London (England): Association for Genitourinary Medicine (AGUM), Medical Society for the Study of Venereal Disease (MSSVD); 2002. Various p. [20 references]

BRIEF SUMMARY CONTENT
RECOMMENDATIONS
EVIDENCE SUPPORTING THE RECOMMENDATIONS
IDENTIFYING INFORMATION AND AVAILABILITY
DISCLAIMER

Go to the Complete Summary

RECOMMENDATIONS
MAJOR RECOMMENDATIONS
Levels of evidence (I-IV) and grades of recommendation (A-C) are defined at the end of the "Major Recommendations" field.

Diagnosis

The diagnosis is established by the identification of Neisseria gonorrhoea at an infected site.

Culture offers a readily available, specific, sensitive, and cheap diagnostic test that readily allows confirmatory identification and antimicrobial sensitivity testing. It is currently the method of first choice for use in genitourinary medicine clinics in the United Kingdom (UK). Selective culture media containing antimicrobials are recommended to reduce contamination. (Jephcott, 1997) (Grade B recommendation).

Alternative tests include nucleic amplification tests (NAATs) and nucleic acid hybridization tests. NAATs are more sensitive than culture and can also be used as diagnostic/screening tests on non-invasively collected specimens (urine and self-taken vaginal swabs). Comparisons between NAATs and culture suggest the sensitivity of NAATs exceeds 90% for genital sites, whilst the sensitivity of culture may be less than 75% for endocervical swabs (Van Dyck et al., 2001). This probably indicates that NAATs are less affected than culture by inadequacies in collection and transport of specimens. The transcription mediated DNA amplification assay (TMA) (APTIMA Combo 2) and strand displacement amplification (SDA) assay (BD ProbeTec-SDA) are more sensitive in women than the polymerase chain reaction (PCR) assay (Cook et al., 2005). There are currently no NAATs which are licensed for use with rectal or pharyngeal samples, although studies suggest that the sensitivity of NAATs at non-genital sites exceeds 90% (Young, Manavi, & McMillan, 2003) whereas the sensitivity of culture can be less than 60% for rectal swabs (Young, Manavi, & McMillan, 2003) and less than 50% for pharyngeal swabs (Young, Manavi, & McMillan, 2003; Page-Shafer et al., 2002). Caution is required in interpretation of positive results, as the specificity of NAATs is not 100% (Palmer et al., 2003; Katz et al., 2004). Confirmation of a NAAT positive result by culture is advisable (Grade C recommendation).

Rapid diagnostic tests can be performed to facilitate immediate diagnosis and treatment. Microscopy (x 1000) of gram stained genital specimens allows direct visualization of N. gonorrhoea as monomorphic gram negative diplococci within polymorphonuclear leucocytes. In men, microscopy of urethral smears is more sensitive in symptomatic (90 to 95%) than in asymptomatic (50 to 75%) patients (Sherrard & Barlow, 1996). In women, microscopy of gram stained endocervical smears is more sensitive than urethral smears (37-50% vs 20%) (Barlow & Phillips, 1978). Microscopy is not appropriate for pharyngeal specimens.

Specimen Collection

Men: routinely from the urethra; rectal and/or oropharyngeal tests when symptomatic at these sites and as indicated by sexual activity. A first-pass urine provides an alternative urethral specimen for testing with a NAAT.

Women: routinely from endocervix if speculum examination performed and from the urethra; rectal and oropharyngeal tests when symptomatic at these sites, when a sexual partner has gonorrhoea, and when indicated by the sexual history. Urine or a self-taken vaginal swab provides suitable alternative specimens as screening tests using a NAAT (note: the PCR assay has poor sensitivity on female urine [Cook et al., 2005]).

Direct plating of genital samples and use of transport media with prompt laboratory plating both give acceptable results (Jephcott, 1997; FitzGerald & Bedford, 1996) (Evidence level IV).
The use of endocervical samples alone will identify 90-95% of women with gonococcal infection (Barlow & Phillips, 1978; Ghanem, Radcliffe, & Allan, 2004).
Data is lacking on the sensitivity of a single set of tests from anogenital sites to identify infection with N. gonorrhoeae. To confidently exclude infection in patients who attend within three days of sexual contact with a confirmed case of gonorrhoea, a second set of tests should be considered if epidemiological treatment with effective antimicrobial therapy is not given (FitzGerald & Bedford, 1996) (Evidence level IV, Grade C recommendation).
Management

General Advice

Referral to a Genitourinary (GU) Medicine Department for management is strongly encouraged.
Patients should be given a detailed explanation of their condition with particular emphasis on the long-term implications for the health of themselves and their partner(s). This should be reinforced with clear and accurate written information.
Patients should be advised to avoid unprotected sexual intercourse until they and their partner(s) have completed treatment.
Further Investigation

Screening for coincident sexually transmitted infections should routinely be performed in patients with or at risk of gonorrhoea (Evidence level III, Grade C recommendation).
Treatment

Indications for Therapy

A positive rapid diagnostic test
A positive culture for N. gonorrhoea
A positive nucleic acid test - confirmation of the diagnosis by culture is recommended prior to or at the time of treatment (Katz et al., 2004) (Grade C recommendation)
On epidemiological grounds, if a recent sexual partner has confirmed gonococcal infection.
Recommended Treatments (Sexually Transmitted Diseases [STD], 1997; "Sexually transmitted disease treatment," 2002; Bignell, 1996; Echols et al., 1994; Korting & Kollman, 1994; Moran & Zenilman, 1990; Moran & Levine, 1995; Moran, 1996)

Uncomplicated anogenital infection in adults:

Ceftriaxone 250 mg intramuscularly (IM) as a single dose (Grade A recommendation)
or

Cefixime 400 mg oral as a single dose (Grade A recommendation)

or

Spectinomycin* 2 g intramuscularly as a single dose (Grade A recommendation).

N. gonorrhoea has shown the capacity to develop reduced sensitivity and resistance to many classes of antimicrobials. Published trials of gonorrhoea treatment reflect clinical efficacy in a past era of antimicrobial sensitivity. Surveillance data for 2004 shows significant levels of Neisseria gonorrhoea resistance to penicillin (11.2%), tetracyclines (44.5%), and ciprofloxacin (14.1%) in the UK (Health Protection Agency, 2005; Fenton et al., 2003; Forsyth, Moyes, & Young, 2000). Most resistant infections are acquired in the UK.
Antimicrobial therapy should take account of local patterns of antimicrobial sensitivity to N. gonorrhoea. The chosen regimen should eliminate infection in at least 95% of those presenting in the local community (Fitzgerald & Bedford, 1996).
*There may be problems with availability of this drug.

Alternative Regimens

May be used when an infection is known to be sensitive to these antimicrobials or where the regional prevalence of resistance to them is less than 5%:

Ciprofloxacin 500 mg orally as a single dose (Grade A recommendation)
or

Ofloxacin 400 mg orally as a single dose (Grade A recommendation)
or

Ampicillin 2 g or 3 g plus probenecid* 1 g orally as a single dose (Grade B recommendation)
Other single dose cephalosporin regimes, notably Cefotaxime 500mg IM as a single dose. (grade A recommendation) or Cefoxitin 2g IM as a single dose plus probenecid* 1g oral
Cefpodoxime is an alternative oral third generation cephalosporin that as a single dose of 200 mg is licensed for the treatment of uncomplicated gonorrhoea (Novak et al., 1992). Published trial data is limited, but in view of its short half-life, less favourable pharmokinetics than cefixime and suboptimal efficacy against pharyngeal infection, it cannot be recommended (Grade C recommendation).
Clinicians using alternative regimens are recommended to regularly review local antimicrobial sensitivity testing with microbiology colleagues.
The alternative treatment regimens listed do not comprise all effective treatment regimens, but reflect clinical practice in the UK.
High-dose azithromycin (2.0 g as a single dose) has shown acceptable efficacy in clinical trials but is associated with a high gastrointestinal intolerance (Handsfield et al., 1994). The emergence of azithromycin-resistant N. gonorrhoea has been reported and clinical efficacy does not always correlate with in-vitro sensitivity testing (Young, Moyes, & McMillan, 1997; Tapsall et al., 1998). Azithromycin is not a recommended treatment for gonorrhoea.
Beta-Lactam Allergy

Spectinomycin* 2 g IM as a single dose
or

Ciprofloxacin 500 mg orally as a single dose when the infection is known or anticipated to be quinolone sensitive
Pregnancy and Breastfeeding

Pregnant women should not be treated with quinolone or tetracycline antimicrobials.
Recommended regimens: (Brocklehurst, 2003; Cavenee et al., 1993; Ramus et al., 2001)

Ceftriaxone 250 mg IM as single dose (Grade A recommendation)
or

Cefixime 400 mg oral as a single dose (Grade A recommendation)
or

Spectinomycin* 2 g IM as single dose (Grade A recommendation)
or

Amoxycillin 3 g or Ampicillin 2 g or 3 g plus probenecid* 1 g orally as a single dose, where regional prevalence of penicillin resistant N. gonorrhoea <5% (Grade B recommendation)
Pharyngeal Infection

Recommended treatments: (Bignell, 1996; Moran, 1995)

Ceftriaxone 250 mg IM as a single dose (Grade B recommendation)
or

Ciprofloxacin 500 mg orally as a single dose if N. gonorrhoea known to be quinolone sensitive (Grade B recommendation)
or

Ofloxacin 400 mg orally as a single dose if N. gonorrhoea known to be quinolone sensitive (Grade B recommendation)
Single dose treatments using ampicillin or spectinomycin* have a poor efficacy in eradicating gonococcal infection of the pharynx (Bignell, 1996) (Evidence level II).

*There may be problems with availability of these drugs in the UK.

Co-infection with Chlamydia trachomatis

Genital infection with C. trachomatis commonly accompanies genital gonococcal infection (up to 20% of men and 40% of women with gonorrhoea). Screening for C. trachomatis should routinely be performed on adults with gonorrhoea or treatment given to eradicate possible co-infection (STD, 1997; FitzGerald & Bedford, 1996; "Sexually transmitted disease treatment," 2002). Combining effective antimicrobial therapy against C. trachomatis with single dose therapy for gonococcal infection is particularly appropriate when there is doubt that a patient will return for follow up evaluation.

Sexual Partners

Partner notification should be pursued in all patients identified with gonococcal infection, preferably by a trained health advisor in genitourinary medicine. Action and outcomes should be documented (FitzGerald et al., 1996). Male patients with symptomatic urethral infection should notify all partners with whom they had sexual contact within the preceding 2 weeks or their last partner if longer ago. Patients with infection at other sites or asymptomatic infection should notify all partners within the preceding 3 months. Sexual partners should be treated for gonorrhoea preferably after evaluation for sexually acquired infection (Grade C recommendation).

Follow-up

Patients should be assessed after treatment (Grade C recommendation):

To confirm compliance with treatment
To ensure resolution of symptoms
To enquire about adverse reactions
To re-take the sexual history to explore the possibility of re-infection
To pursue partner notification and health promotion
A microbiological test of cure is not routinely necessary when the infection has been treated with a recommended directly observed therapy, the infection is fully sensitive to the antimicrobial administered, symptoms have resolved, and there is no risk of re-infection (Evidence level III, Grade C recommendation) (Holland et al., 2003; Komolafe, Sugunendran, & Corkill, 2004). If a patient is symptomatic after treatment, has received a suboptimal treatment, a resistant strain is identified, or there is a possibility of re-infection, test of cure with culture is recommended (Grade C recommendation). Pregnancy does not diminish treatment efficacy. All treatments are less effective at eradicating pharyngeal infection (Moran, 1995) and test of cure is recommended following treatment of infection at this site (recommendation C). If a test of cure is performed, culture tests should be performed at least 72 hours after completion of antimicrobial therapy (Jephcott, 1997) and NAATs tests two weeks after therapy (Bachmann et al., 2002). Infection identified after treatment more commonly indicates re-infection rather than treatment failure (Lewis et al., 1999; Komolafe, Sugunendran, & Corkill, 2004).

Definitions:

Levels of Evidence:

Ia

Evidence obtained from meta-analysis of randomised controlled trials
Ib

Evidence obtained from at least one randomised controlled trial
IIa

Evidence obtained from at least one well designed controlled study without randomisation
IIb

Evidence obtained from at least one other type of well designed quasi-experimental study
III

Evidence obtained from well designed non-experimental descriptive studies such as comparative studies, correlation studies, and case control studies
IV

Evidence obtained from expert committee reports or opinions and/or clinical experience of respected authorities
Grading of Recommendations:

A (Evidence Levels Ia, Ib)

Requires at least one randomised controlled trial as part of the body of literature of overall good quality and consistency addressing the specific recommendation.
B (Evidence Levels IIa, IIb, III)

Requires availability of well conducted clinical studies but no randomised clinical trials on the topic of recommendation.
C (Evidence Level IV)

Requires evidence from expert committee reports or opinions and/or clinical experience of respected authorities.
Indicates absence of directly applicable studies of good quality.
CLINICAL ALGORITHM(S)
None provided

Top^
EVIDENCE SUPPORTING THE RECOMMENDATIONS
REFERENCES SUPPORTING THE RECOMMENDATIONS
References open in a new window

TYPE OF EVIDENCE SUPPORTING THE RECOMMENDATIONS
The type of supporting evidence is graded and identified for select recommendations (see "Major Recommendations").

Top^
IDENTIFYING INFORMATION AND AVAILABILITY
BIBLIOGRAPHIC SOURCE(S)
National guideline on the diagnosis and treatment of gonorrhoea in adults 2005. London (England): British Association for Sexual Health and HIV (BASHH); 2005. 9 p. [36 references]
ADAPTATION
Not applicable: The guideline was not adapted from another source.

DATE RELEASED
1999 Aug (revised 2005)

GUIDELINE DEVELOPER(S)
British Association of Sexual Health and HIV - Medical Specialty Society

SOURCE(S) OF FUNDING
Not stated

GUIDELINE COMMITTEE
Clinical Effectiveness Group (CEG)

COMPOSITION OF GROUP THAT AUTHORED THE GUIDELINE
Author: Chris Bignell, Nottingham City Hospital NHS Trust

Clinical Effectiveness Group (CEG) Members: Keith Radcliffe (Chairman); Imtyaz Ahmed-Jushuf; David Daniels (Chairman, BASHH National Audit Group); Mark FitzGerald; Guy Rooney (Royal College of Physicians representative); Jan Welch

FINANCIAL DISCLOSURES/CONFLICTS OF INTEREST
Conflict of interest: None

GUIDELINE STATUS
This is the current release of the guideline.

This guideline updates a previous version: Association for Genitourinary Medicine (AGUM), Medical Society for the Study of Venereal Disease (MSSVD). 2002 national guideline on the management of gonorrhoea in adults. London (England): Association for Genitourinary Medicine (AGUM), Medical Society for the Study of Venereal Disease (MSSVD); 2002. Various p. [20 references]

GUIDELINE AVAILABILITY
Electronic copies: Available in Portable Document Format (PDF) from the British Association for Sexual Health and HIV Web site.

AVAILABILITY OF COMPANION DOCUMENTS
Audit Criteria are available in the original guideline document.

PATIENT RESOURCES
None available

NGC STATUS
This summary was completed by ECRI on June 15, 2000. The information was verified by the guideline developer on October 13, 2000. This summary was updated by ECRI on June 24, 2002, and October 31, 2005. The updated information was verified by the guideline developer on January 19, 2006.

COPYRIGHT STATEMENT
This NGC summary is based on the original guideline, which is subject to the guideline developers and/or BMJ Publishing Group's copyright restrictions. Reproduction and use of this guideline is permitted provided that (a) the original content is not changed or edited; and, (b) any content derived from the original guideline is acknowledged as that of the author(s) and responsible organizations.

Readers wishing to download and reproduce material for purposes other than personal study or education should contact BMJ Publishing Group to seek permission first at http://www.bmjjournals.com/misc/perm1.shtml.

Top^
DISCLAIMER
NGC DISCLAIMER
The National Guideline Clearinghouse™ (NGC) does not develop, produce, approve, or endorse the guidelines represented on this site.

All guidelines summarized by NGC and hosted on our site are produced under the auspices of medical specialty societies, relevant professional associations, public or private organizations, other government agencies, health care organizations or plans, and similar entities.

Guidelines represented on the NGC Web site are submitted by guideline developers, and are screened solely to determine that they meet the NGC Inclusion Criteria which may be found at http://www.guideline.gov/about/inclusion.aspx.

NGC, AHRQ, and its contractor ECRI make no warranties concerning the content or clinical efficacy or effectiveness of the clinical practice guidelines and related materials represented on this site. Moreover, the views and opinions of developers or authors of guidelines represented on this site do not necessarily state or reflect those of NGC, AHRQ, or its contractor ECRI, and inclusion or hosting of guidelines in NGC may not be used for advertising or commercial endorsement purposes.

Readers with questions regarding guideline content are directed to contact the guideline developer.

[5 ส.ค. 49 : 19:58:51] คนอยากรู้ sophia_mang@hotmail.com IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 15  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอถามและต้องการคำตอบด้วยคะว่า อนุกรมวิธาน สันฐานวิทยา สรีรวิทยาและนิเวศวิทยา ของ Neisseria gonorrhoea เป็นอย่างไรค่ะและขอแหล่งอ้างอิงด้วยคะขอบคุณมากคะ

[17 ก.ย. 49 : 12:26:31] teyuah@hotmail.com IP [ 161.200.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 16  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ถึง คห. ที่ 2 นะครับ
ที่ว่ารับประทาน ofloxacin 500 mg ครั้งเดียวนี่หมายความว่ารับประทานครั้งเดียวหมดแผง
หรือว่า ครั้งเดียวต่อวันครับ
ช่วยตอบด้วยครับ

[22 ก.ย. 49 : 13:29:24] ศิริลักษณ์ กลางสำโรง luckky2002@yahoo.com IP [ 161.200.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 17  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
อยากทราบว่าโรคหนองในเกิดขึ้นได้อย่างไร ในกรณีของดิฉัน ดิฉันมีเพศสัมพันธ์กับแฟนเท่านั้น แต่มาพักหลังรู้สึกว่ามีตกขาวที่สีเปลี่ยนไปมีสีเข้มขึ้น เป็นสีเขียว เป็นมาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว ดิฉันไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครเลยนอกจากแฟนเพียงคนเดียว แต่แฟนดิฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนองในไปหาหมอตรวจ แฟนโทรมาถามว่าดิฉันเคยมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นหรือไม่อยากทราบว่าดิฉันเป็นหนองในหรือไม่ค่ะ และเกิดขึ้นจากอะไรจึงทำให้ตกขาวสีเปลี่ยนไป

[23 ก.ย. 49 : 3:32:40] นุช nuch_2234@hotmail.com IP [ 124.120.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 18  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
สวัสดีค่ะ คือดิฉันเองมีอาการของตกขาวมีกลิ่น แต่ช่วงแรกไม่มีอาการคันต่อจากนั้นประมาณ 2-3 วันมีอาการคัน พอมีsexกับแฟนมันก็รู้สึกเจ็บข้างใน หลังจากนั้นก็ลองส่องจากกระจกดูมันมีตุ่มใสๆ2ตุ่มขึ้นใกล้กับปากช่องคลอด ไปหาเภสัช ก็จ่ายยาที่แบบสอด Canesten ที่มันเป็นยาลดอาการคันจากเชื้อรา ใช้ไปมันจะมีเป็นลักษณะครีมขาวๆออกมาแต่บางทีก็มีเป็นสีชมพู ซึ่งเหมือนกับปนเลือดออกมาด้วย กลับไปพบเภสัชคนเดิม บอกว่ามีอาการอย่างนี้ทำยังไงดี เค้าก็บอกว่าอาจจะเป็นแผลอักเสบจากข้างในเลยจ่ายยา Cifloxin 500mg. มาให้ทาน บอกว่าทานก่อนอาหารวันละสองครั้ง หมดแผงไม่หายให้ไปเอามาทานต่อเนื่อง คืออยากทราบว่า มันเป็นโรคที่เกี่ยวกับอะไรหรอค่ะ แฟนดิฉันพอมีอะไรกันเค้าบอกว่ารู้สึกเหมือนจะคันข้างในของเค้า เราเองไม่มีอะไรกับใครแต่ทำไมเกิดโรคอย่างนี้หละค่ะ อยากหายค่ะ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ

[20 ต.ค. 49 : 17:51:24] หาดใหญ่ sanata9_5@hotmail.com IP [ 203.152.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 19  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอถามหน่อยค่ะ คือว่าแฟนดิฉันรู้สึกว่าเป็นโรคหนองในและจะไปรักษา ดิฉันกังวลว่าดิฉันอาจจะเป็นอีกคนด้วยแต่ไม่กล้าไปหาหมอค่ะ และถ้าเกิดมีการร่วมเพศทางปากจะเกิดโรคหนองในไหมค่ะ ดิแนกลัวมากค่ะ ถ้าไม่ได้รับการรักษาแล้ว จะทำให้เป็นมากกว่านี้ไหมค่ะ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ กลุ้มใจมาก

[22 ต.ค. 49 : 9:06:02] คนไม่อยากเป็น jham_r@hotmail.com IP [ 124.157.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 20  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
หวัดดีคับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งคับที่มีอาการแบบหลายๆคนที่กล่าวมาก่อนหน้าผมผมก็ซื้อยามากินเองถ้าไม่ไปหาหมอจะมีสิทธิ์หายจากอาการแบบนี้มั๊ยคับแล้วถ้าตรวจเลือดผลจะออกมายังไงบ้างกรุณาตอบด้วยนะคับ

[2 พ.ย. 49 : 13:34:42] เด็กหลังเขา note-supansa@hotmail.com IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 21  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
สวัสดีค่ะ ดิฉินมีเรื่องจะปรึกษา คือดิฉันจะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนทุกอาทิตย์ แฟนของดิฉันชอบร่วมเพศทางปาก แต่พอก่อนหรือหลังร่วมเพศก็จะทำความสะอาดทุกครั้ง แต่พอร่วมเพศครั้งล่าสุด จะมีเหมือนน้ำไหลออกมาจากอวัยะเพศตลอดเวลา พอมาดูก็มีน้ำเมือกเหมือนตกขาวแต่จะมีสีเขียวข้นไม่ทราบว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร มีอาการแบบนี้มี 5-6 วันแล้ว ตอนแรกมีอาการคัน แต่ตอนนี้อาการคันลดลง จะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคหนองในหรือเปล่าค่ะ ดิฉันไม่ค่อยสบายใจเลย จะไปปรึกษาแพทย์ก็ยังไม่ทราบว่าจะไปปรึกษาแพทย์ทางไหน ช่วยกรุณาตอบให้ดิฉันด้วยนะคะขอบคุณมากคะ

[6 พ.ย. 49 : 15:52:09] แจ๊ค jackylim@hotmail.com IP [ 58.8.169xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 22  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมเคยเป็นโรคหนองในตอนอายุ 22 ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับว่าเป็นหนองใน มันมีน้ำขาวๆข้นๆไหลเยิ้มออกมาตรงหัวจู๋ บางครั้งก็มีสีเหลืองข้นๆเลอะกางเกงในทุกวันครับ เป็นแบบนี้อยู่ซัก 2-3 เดือนครับแล้วมันก็หายไป ซักพักก็กลับมาอีก แต่ไม่ถึงปีมันก็หายไปหมดเลยครับ จนถึงป่านนี้ก็ไม่มีอีกเลยครับ เป็นปกติ ไปตรวจโรคทางเพศสัมพันธุ์ก็ไม่เจอครับ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันหายได้ยังไงเหมือนกันครับ โชคดีมาก

[8 ธ.ค. 49 : 0:56:45] waw karn_ad@hotmail.com IP [ 58.147.9xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 23  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
หนูอายุ22ปี อยากทราบว่าเวลามีเพศสัมพันธ์ทำไมมักมีเลือดออก(มีเพศสัมพันธืไม่รุนแรงนะคะ)และพอมีเพศสัมพันธืกันแล้วแฟนหนูมีอาการปัสสาวะขัด แสบ และมีน้ำลักษณะคล้ายน้ำมูกสีออกเหลืองไหลออกมาไม่ทราบว่าหนูเป็นหนองในรึเปล่าค่ะช่วยตอบหน่อยนะคะหนูเครียดมาก

[8 ธ.ค. 49 : 15:09:00] นัด nakarin_1@hotmail.com IP [ 58.137.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 24  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือว่าผมมีอาการคันที่ปลายอวัยวะเพศ มาเป็นเวลา2 วันแล้วหลังจากมีเพศสัมพันญ์กับแฟน ไม่ทราบว่าอาการแบบนี้จะเป็นโรคหนองในเปล่าคับ แล้วแฟนผมมีอาการคันเช่นกันแต่วันนี้มีอาการปวดท้องน้อยมากๆ ทำไงก็ไม่หายช่วยตอบคำถามผมทีนะครับ คิดมาก ครับผม ขอบคุณครับ

[10 ธ.ค. 49 : 2:05:38] ป๋อ pol.op@hotmail.com IP [ 61.7.133xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 25  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมเคยเป็นหนองในมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งไม่เคยไปหาหมอเลย ปล่อยให้หายเอง ครั้งแรกเป็นเมื่อตอนอายุ 20 ครั้งที่สองเป็นเมื่ออายุ 25 และครั้งล่าสุดเป็นเมื่อเดือนที่แล้ว(อายุ 26) อยากทราบว่าถ้าไม่เคยทานยา หรือให้หมอรักษาโรคนี้จะหายไปเองหรือไม่ครับ หรือจะหายขาดไปเองไหมครับ และการที่ผมเป็นมาสามครั้งจะเป็นเพราะว่าเชื้อโรคตัวเดิมกลับมาแสดงอาการหรือเป็นเพราะว่าผมติดมาใหม่ครับผมควรจะทำยังไงต่อไปครับ

[2 ม.ค. 50 : 10:58:27] ติ๊ก tickdrum@hotmail.com IP [ 125.26.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 26  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมอยากทราบเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และสถานที่ช่วยบอกหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

[4 ม.ค. 50 : 14:13:27] nude_xxx@hotmail.com IP [ 203.188.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 27  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่นที่มะช่ายภรรยาตัวเองอะคับ แล้วพอดีตอนนั้นประจำเดือนของผู้หญิงคนใหม่ใกล้จะหมดแล้ว แต่ตอนมีเพศสัมพันธ์มีเลือดออกมานิดหน่อย(ไม่ได้ใส่ถุงยาง T T)หลังจากนั้น2-3วัน เวลาผมปัสสาวะก็รู้สึกแสบๆคันๆภายในท่อปัสสาวะ อยากถามว่าแบบนี้ใช่อาการหนองในรึป่าวครับ ช่วยตอบหน่อยนะครับ ผมร้อนใจมากครับ

[8 ม.ค. 50 : 10:03:44] พิงค์ www.pink.com IP [ 58.181.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 28  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ตอนนี้เป็นหนองในมาหลายอาทิตย์แล้วแต่ไม่ได้ทานยาไม่ได้ไปหาหมอแล้วก็ตั้งครรภ์ได้3เดือนแล้วถ้าไม่ทานยาจะเป็นอันตรายต่อเดผ้กในครรภ์ไหมคะแล้วจะหายไหมคะ

[9 ก.พ. 50 : 21:17:39] เด็กอายุ 15 be_narak@hotmail.com IP [ 58.136.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 29  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือ มีเรื่องจะถามหลังจากไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับแฟนมานานเหมือนกันอ่ะค่ะ แล้วเพิ่งมีเมื่อ 5 วันที่ผ่านมาอ่ะค่ะ (วันจันทร์)แล้วตอนนี้วันศุกร์ รู้สึกกังวลเลยมาเปิดในเน็ตเพื่อหาเรื่องหนองในแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นอ่ะค่ะ -*- เครียดมาก คือมีอาการ มีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ริมฝีปากซ้าย (เพราะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก)และก้อมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย แฟนหนูบอกว่าคืนนั้นหนูไม่มีน้ำหล่อลื่นเลยเค้ารู้สึกได้ แล้วพอมีเพศสัมพันธ์เส็ด อวัยวะเพศหนูก้อบวม (เพราะเสียดสีมากเกินไป) และตอนนี้ปัสสะวะแสบเป็นบางครั้งอ่ะค่ะ อยากทราบว่าเป็นโรคอะไรหรอคะ ใช่หนองในหรือป่าว ? ช่วยตอบด้วยนะคะ จะแวะมาดูค่ะ

[20 ก.พ. 50 : 17:18:50] ออม aom IP [ 203.158.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 30  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เท่าที่เคยอ่านในเน็ตมานะคะ
คนที่เป็นหนองใน ในเพศชายจะมีอาการปัสสวะแสบขัด มีหนองสีเหลือง ลักษณะข้นไหลออกจากอวัยวะเพศ
สำหรับเพศหญิงเวลาปัสสวะจะแสบขัดเช่นกัน ตกขาวเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอ่อน มีกลิ่นเหม็น
ในเพศหญิงหากตั้งครรภ์ระหว่างเป็นหนองใน ต้องรีบรักษาให้หาย เพราะเด็กอาจติดเชื้อจากแม่ได้ และหากเชื้อเข้าสู่เยื่อบุตาของเด็กอาจทำให้ตาบอดได้
อีกอย่างคือคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (oral sex) ไม่ว่าหญิงหรือชาย มีโอกาสติดเชื้อได้ เพราะเชื้อจะเข้าทางเยื่อบุของปาก

เอกสารประกอบความเห็น

[20 ก.พ. 50 : 17:32:14] ออม aom IP [ 203.158.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 31  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เพิ่มเติมอีกนิดคะ
สำหรับคนที่เคยเป็นแล้วปล่อยให้หายไปเอง
โดยไม่ไปรักษาให้หายขาด
ความจริงเชื้อยังอยู่ในร่างกาย แต่อาจไม่แสดงอาการเท่านั้น
และหากไม่รักษาให้หายโรคอาจซึมเข้าสู่กระแสเลือด
และก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาคะ

[21 ก.พ. 50 : 8:39:01] ต้าร์ withlove_taar IP [ 203.188.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 32  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
มีเรื่องรบกวนอยากจะถามนะค่ะ หลังจากที่หนูมีเพศสัมพันธ์กับแฟนได้ประมาณ 5 วัน บริเวณปากช่องคลอดก็มีตุ่มใสๆ ขึ้นมาประมาณ 4-5 ตุ่มค่ะ แล้วก็มีอาการปัสสาวะขัดด้วยไม่ทราบว่าจะเป็นโรคหนองในหรือเปล่าค่ะ แล้วมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง ปล่อยให้หายเองได้หรือไม่ ตอบให้หน่อยนะค่ะ ตอนนี้เป็นกังวลมากๆเลย
เอกสารที่ทำการสืบค้น

[29 มี.ค. 50 : 17:44:16] เอ็ก X IP [ 203.151.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 33  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ครับ พอดีผมเคยเป็นหนองในมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่รักษาโดยการฉีดยา 1 ครั้ง เวลาหายใช้เวลาประมาณ 3 - 4 วัน ถึงหาย
ผมสงสัยว่า ท่าหายแล้วเราควรไปตรวจหาเชื่อ ซิฟิลิสและHIV ไหมครับ แล้วท่ามีเพศสัมพันธ์อีกกับคนที่เคยเป็นอีกจะเป็นไรไหมครับ
เพราะคนที่ผมถามแฟนผมเขาบอกว่าเคยตรวจเลือดแล้วไม่เป็นไรไม่เป็นเลือดบอกและเขาก็ไม่เคยเป็น หนองในหลาย แบบนี้ควรทำยังไงครับหรือว่าตามที่ทุกท่านบอกให้ ไปหาแพทย์ ทั้ง 2 คนเพื่อตรวจหาเชื่ออีกที ตามที่เอกสาร อื่น ๆ บอกไหมครับ ที่ผมอ่านเจอ เขาบอกว่าให้ไปตรวจ เดือนละครั้ง 3 เดือนแรกจากนั้น 3 เดือนครั้ง ตรวจไปจนคราบ 2 ปี ว่ามีอาการ ของซิฟิลิสหรือHIV ผลเลือดเป็นบวกหรือเปล่า จากเวว เนียครับ
http://www.thailabonline.com/sexualvdrl.htm

[16 เม.ย. 50 : 0:54:35] เอ็ก.. xxxx IP [ 203.155.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 34  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ดีครับ พอดีเคยเป็นหนองในมา ก่อนแต่ได้รับการรักษาโดยวิธีฉีดยา 1 เข็ม ประมาณ 3 - 4 วันก็หายดีเป็นปกติ .. แต่ผมสงสัยว่าตามที่เว๊บอื่น ๆ หรือว่าตามวารสารที่เขียนว่า ให้คู่รักหรือแฟนไปตรวจด้วยกันว่าติดเชื้อไหม ดีไหมครับ แล้วสงสัยว่าผมไม่เคยรวมเพศกับใครแต่มีกับเธอ(oral sexด้วย) อยู่ดีๆก็เป็นหนองในมีส่วนได้ไหมว่าจะติดมาจากทาง (oral sex)นั้น แต่ตอนนี้แฟนผมยังไม่ได้ไปตรวจว่าติดไหมแต่ผมยังมีเพศสัมพันธ์กับเธออีก แต่ครั้งนี้ไม่เป็นไรก็เลยสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร แล้วหลังจากหายแล้วควรไปตรวจหาเชื้ออยางอื่นไหมครับว่าเป็น ซิฟิลิส กับHIV ผู้มีความรู้ทางด้านนี้ช่วยตอบหน่อยนะครับขอบคุณครับ

[24 เม.ย. 50 : 11:08:21] เด็กดีทีเสียแล้ว ฟีฟชล IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 35  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือผมอยากทราบว่ายาที่ฉีดราคาเท่าไหร่หรอคับ

[24 เม.ย. 50 : 11:11:22] ไมประสงออกนาม - IP [ 203.113.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 36  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
การรักษาโรคหนองใน
1. หากสงสัย ควรตรวจยืนยันด้วยการนำหนองไปย้อมสี และส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อ ถ้าเป็นจริง ควรให้ยาขนานใดขนานหนึ่ง
2. ในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง

ข้อแนะนำ
1. ในบ้านเราพบเชื้อหนองในที่ดื้อต่อกลุ่มยาเพนิซิลลิน เรียกว่าเชื้อ PPNG ซึ่งย่อมาจาก Penicillinase Producing Neisseria Gonorrhea ชาวบ้านเรียกว่า ซูเปอร์โกโนเรีย ซึ่งจะรักษาด้วยยาฉีดโปรเคน เพนิซิลลิน ที่เคยใช้ในสมัยก่อนไม่ค่อยได้ผล ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน
2. ระหว่างที่รักษา ห้ามหลับนอนกับภรรยา เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ และงดดื่มเหล้า 1 เดือน เพราะเหล้าอาจทำให้หนองไหลมากขึ้น
3. ควรแนะนำให้ผู้สัมผัสโรค เช่น หญิงที่มีสามีเป็นหนองใน หรือผู้ที่หลับนอนกับคน ที่เป็นหนองในไป ตรวจรักษาโรคนี้พร้อม ๆ กันไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่เชื้อแก่กันอีก
4. ผู้ที่เป็นหนองใน ควรเจาะเลือดตรวจ วีดีอาร์แอล (VDRL ซึ่งย่อมาจาก Venereal Disease
ReserchLaboratory) เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีการติดเชื้อซิฟิลิสร่วมด้วย ถ้าพบวีดีอาร์แอลเป็นผลบวก หรือเรียกว่าเลือดบวก ก็แสดงว่าเป็น ซิฟิลิส ควรตรวจครั้งแรกเมื่อก่อนให้การรักษาและอีก 3 เดือน ต่อมาตรวจซ้ำอีกครั้งนอกจากนี้ ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี พร้อมกันไปด้วย
5. หญิงตั้งครรภ์ถ้าเป็นหนองใน ควรรีบรักษาให้หายขาด มิฉะนั้น ลูกอาจติดเชื้อระหว่างคลอด ทำให้ตาอักเสบรุนแรงและอาจทำให้ตาบอดได้
6. หนองในติดต่อโดยการร่วมเพศเป็นสำคัญ ถ้ามีการร่วมเพศในลักษณะแปลกไปจากปกติ ก็อาจทำให้เป็นหนองในลำคอ หรือทวารหนักได้ ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นพบได้น้อยมาก ที่อาจพบได้ คือ การใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนถูกหนองในสด ๆ เช็ดตา เชื้ออาจเข้าตา ทำให้ตาอักเสบรุนแรงได้ จึงควรหลีกเลี่ยงจากการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนที่เป็นโรค เชื้อหนองในไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสระว่ายน้ำ หรือโถส้วม ดังนั้นโอกาสที่จะติดเชื้อจากสระว่ายน้ำหรือโถส้วมจึงเป็นไปไม่ได้
7. ความเชื่อเรื่องของแสลงสำหรับโรคนี้ เช่น สาเก หน่อไม้ หูฉลาม อาหารทะเล เป็นต้น ทางวงการแพทย์ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด แต่ที่แน่นอน คือ ต้องงดเหล้า เบียร์ ทุกชนิด เป็นเวลา 1 เดือน เพราะอาจทำให้หนองไหลมากขึ้น ส่วนอาหารอื่น ถ้ากินแล้วทำให้หนองไหลมากขึ้นหรือกำเริบใหม่ ก็ควรจะงด
8. หนองในและหนองในเทียม บางครั้งอาจแยกอาการกันไม่ออก ถ้าใช้ยารักษาหนองใน (โดยไม่ได้ตรวจเชื้อก่อน ) อย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะเชื้อดื้อยา หรืออาจหนองในเทียม ก็ได้

การป้องกัน
ควรหลีกเลี่ยงการเที่ยว หรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่า เป็นหนองในควรใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100% (ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆอาจได้ผลไม่เต็มที่ และ มีโอกาสติดเชื้อได้บ้าง)การดื่มน้ำก่อนร่วมเพศ และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ หรือการฟอกล้างสบู่ทันทีหลังร่วมเพศ อาจช่วยลดการติดเชื้อลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่จะได้ผลทุกราย การกินยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคภายหลังร่วมเพศอาจได้ผลบ้าง แต่ต้องใช้ยาชนิดและขนาดเดียวกับที่ใช้รักษา ซึ่งดูแล้วไม่คุ้ม สู้รอให้มีอาการแสดงค่อยรักษาไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังไม่อาจป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้
หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยรองจากหนองใน (ประมาณ 30-40%ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด) โดยจะมีอาการคล้ายหนองใน แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อหนองใน (โกโนเรีย) เพื่อความมั่นใจแนะนำว่าให้ไปตรวจ

[20 มิ.ย. 52 : 9:53:24] เศร้ามาก jjjoy@hotmail.com IP [ 118.172.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 37  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
พอดีมีเรื่องสงสัยเหมือนกัน เมื่อเช้าสามีมาบอกว่าสงสัยกลัวว่าจะเป็นโรคหนองในค่ะ T-T สามีบอกว่าไม่เคยหลับนอนกับใครนอกจากเรา ซึ่งเราเชื่อค่ะ แต่ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ โรคนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่หล่ะคะ เพราะเราแต่งงานมา 12 ปี แล้ว ยังไม่มีลูก เพราะคุมค่ะ ตอนนี้อยากมีเลย ให้สามีปล่อยข้างใน พอใช้วิธีนี้เพราะอยากมีลูก และสามีบอกว่า ตอนนี้เหมือนทีหนองที่ปลายอวัยวะ ของเค้ามา 2 วันแล้ว กลุ้มใจมากค่ะ เราเชื่อว่าเราสะอาดดูแลตัวเองดีค่ะ ไปตรวจภายในผลก็ปกติ ก่อนหน้านี้ไปปรึกษาหมอเรื่องการมีลูก แฟนเราก็ตรวจก็ปกติค่ะ ตอนนี้กลุ้มใจมาก เพราะเห็นบอกว่าถ้าท้องจะมีผลต่อเด็กด้วย ใครมีข้อแนะนำดีดี ขั้นแรกเราคงไปพบหมอ ทั้งเรา และสามี ก่อน เพื่อรักษา แต่มันคิดว่าแล้วมันเกิดจากอะไรคะ เราจะป้องกันโรคนี้ได้ยังไงคะในเบื้องต้น ค่ะ

[22 มิ.ย. 52 : 14:58:05] รักษ์เกียรติ จิรันธร  Staff Team rugkeart.c@psu.ac.th IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 38  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมว่าลองปรึกษาหมอเฉพาะทางก่อนก็ได้คมีคำตอบของแพทย์ครับ
มีweb

ระยะเวลาในการสืบค้น : 0.2ชั่วโมง

[31 ส.ค. 52 : 11:04:59] ปวดหมอง JO_JUMIN_2529@hotmail.com IP [ 125.26.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 39  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เคยเป็นหนองในค่ะ แต่รักษาไปแล้ว หมอให้ยามาทาน แรกๆก็หาย แต่หลังๆมา ก็มีน้ำขุ่นๆขาวๆ ออกมาเหมือนเดิม ปัสสวะก็ปกติดี แต่มีน้ำขุ่นๆ ออกมาตอนปัสสวะ และก็บางทีก็เล็ดลอดออกมาบ้าง อยากทราบว่าเป็นอะไร ยังใช่หนองในอยู่หรือเปล่าแล้วจะรักษา ได้อย่างไรค่ะ ช่วยให้คำตอบหน่อย...

[28 ก.ย. 52 : 23:51:36] หนองในแฟนคลับ spiderman_team@live.com IP [ 125.26.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 40  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
1.อาการเริ่มแรกจะรู้สึกว่า เวลาขี่มอไซต์นานๆ แล้วมาจอดพอลุกออกจากเบาะรถจะรู้สึกว่ากลั้น ฉี่ไม่อยู่ ทั้งๆๆที่ ฉี่ก็ไม่ซึมหรือไหลออกมา
2. จะเริ่มปวดหรือเจ็บอวัยวะเพศ ซึ่งจะทำให้เราคิดไปว่า อวัยวะเพศของเราได้ไปกระแทกกับอะไรแรงๆๆหรือป่าว นี่คือความคิดของคนที่เป็นเป็นความคิดแรก ( ซึ่งจริงๆแล้วความคิดของจิตใต้สำนึก คือ เรามีอะไรกับผู้หญิงคนนี้มาแล้วและไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรมากหรือป่าว เพราะด้วยความกลัวและคิดว่าคงไม่น่าจะมีอะไรมาก เลยเกิดความคิดแรก ว่า คงเป็นเพราะไปกระแทรกกับอะไรแรงๆๆละมั้ง )
3. เมื่อเป็นนานๆแล้วเริ่มไม่หาย เริ่มที่จะค้นหาข้อมูลในเน็ตที่มีเยอะแยะว่าอาการเจ็บปวดเป็นเพราะอะไร ( เจอบ้าง ตกใจบ้าง แต่ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง )
4.เริ่มจะตระหนักเริ่มจะปรึกษาเพื่อนสนิท เริ่มที่จะหวั่นๆๆเกรงๆๆๆ มันคืออะไร เริ่มที่จะสงสัยผู้หญิงคนนั้นจัง เริ่มที่จะตกอยู่ในความมืด ในวังวนคนเดียว ( ชว่งนี้คือ่จะเจ็บๆ ขึ้น และไม่หาย )
5. ช่วงนี้จะเริ่มมีอาการ แสบ ร้อน เวลาฉี่จะรู้สึก ปวดแสบปวดร้อน เวลาที่จะฉี่ต้องยืนทำใจก่อน ค่อยปล่อยออกมา ช่วงนี้จะเริ่มนึกถึงข้อมูลที่เจอในเน็ตว่า เข้าข่ายแล้ว ทำไงดี ช่วงนี้หน้าเริ่มจะมืด เริ่มจะนึกถึงพ่อแก้ว แม่แก้วแล้ว นึกถึงผู้หญิงคนนั้นว่าเอาอะไรมาให้เรา
6. ช่วงนี้ต้องทรุดตัวลงกับพื้นและหน้ามือแปดด้าน ทำอะไรไม่ถูกไม่กล้าที่จะบอกใคร เพราะ " มีน้ำขาวๆ เริ่มออกมาจากปลายอวัยวะเพศ " เวลาจะฉี่จะสังเกตุเห็นว่าจะซึมออมาที่ปลายอวัยวะเพศ เจ็บมาก ช่วงนี้จะไม่สามารถที่จะช่วงตัวเองสำเร็จความใคร่ได้ วันๆ จะนั่ง ก้มหน้าก้มตา กลุ้มๆๆๆๆๆ
7. เริ่มปรึกษาเพื่อนที่สนิทที่สุดและคนนั้นจะเป็นคนที่ไว้ใจมากที่สุดแล้ว ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จะไปบอกพ่อแม่ ก็ไม่กล้า จะไปตรวจก็เจอ hiv จะไปปรึกษาใครก็ไมได้ต้องปรึกษาเพื่อนที่สนิทและเชื่อใจจะไม่บอกใคร
8. จะเริ่มนึกถึงข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแล้วละ อาการที่เป็น กับอาการในเน็ตที่ว่ามันชักจะตรงกัน เข้าทุกๆๆๆวันแล้ว ทำไงดี หนองในแน่ๆๆ หนองใน ร้ายแรงไหม หนองใน จะอันตรายถึงชีวิตไหม หนองในมีวิธีรักษาไหม หนองในมีลักษณะอย่างนี้ไหม กินยาอะไรดีถึงจะหาย แล้วเราจะตายไหม !
9. พอหลายวันเข้ารวบรวมความกล้าเดินเข้า ร้านยาเภสัจ แล้วไปเล่าอาการให้เภสัจฟัง ก็ได้ยามากิน
10. กินยาที่เภสัจให้ กินไปเกือบอาทิตย์ไม่เห็นผล ไม่เกิดผลดีขึ้นเลย ทำไงดี ซวยแล้ว (ความคิดตอนนี้ ยังหน้ามืด ทำอะไรไม่ถูกคิดว่าเราปลอ่ยให้อาการรุนแรงไปไหมทำไมถึงกินยาแล้วไม่หาย )
11. ช่วงนี้ความคิดเดียวคือ ทำยังไงก็ได้ให้ฉันหาย จะเสียเงินเท่าไหร่ก็จะเสีย จะให้ยืมเงินใครก็ได้ ถ้าทำให้หายได้ .....
12. ช่วงนี้จะหมกมุ่นและไม่กล้าบอกใคร เก็บตัว คิดมาก และหมกตัวอยู่กับการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต
13.ไปเจอเว็ปไซต์หนึ่ง ที่มีข้อความว่า " เป็นหนองในอย่ามัวนิ่งเฉย เขาคลีนิคฉีดยาดีกว่า"
14.เริ่มคิดว่าต้องลองละปัญหาอยู่ที่ว่าคนเขาคลีนิคแต่ละวันน้อยซะที่ไหน เยอะแยะ จะไปเล่าอาการให้หมอฟัง ชาวบ้านคงมองไปต่างๆๆ นาๆ
15. แต่สุดท้ายทำไงดี ไม่มีทางเลือก หลังชนฝา ต้องกล้าที่จะเผชิญกับความจริงๆๆ
16. ขี้รถหาคลีนิคที่มีป้ายเกี่ยวกับรักษาโรคภายใน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเจอแล้ว (หากไม่อายก็เข้าไปเลยเพราะจะได้รักษากับหมอเก่งๆๆ ดีๆๆที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หากอายๆๆก็ควรหาคลีนิคที่ไม่ค่อยมีคนเข้า และรีบเข้าไปอย่างสายฟ้าผ่าเลยก่อนที่ชาวบ้านจะมารักษาบริการ )
17. เล่าอาการทุกอย่าง เล่าออกมาให้หมดใส้หมดพุงเป็นอะไร มีอะไรอย่าเก็บไว้เดี๋ยวอาการจะรุนแรงกว่านี้ รีบๆๆบอกอาการไปเลย อย่างมัวนิ่งเฉย นะ
18. หมอก็ อ้อ เข้าใจอาการ และก็บอกว่า คุณเป็นหนองใน ไม่ถึงชีวิตแต่หากปล่อยไว้นานๆ เชื้อจะลามและอาจจะส่งผลให้คุณเป็นหมั่นได้ ทีนี้จะทำให้เรากระจ่างซักทีเราเป็นอะไร
19. เข้าห้อง ( ขึ้นเขียงซะ ) หมอจะเอายามาฉีดให้ 1 เข็ม แค่ 150 บาท
"""""""""""""""""""""""" 150 บาท แค่นั้นเอง """""""""""""""""""""""""""
20. หลังจากฉีดยา ช่วงนี้ งดการมีเพศสัมพันธ์กับทุกๆๆๆๆๆๆๆ สรรพสิ่งบนโลกไม่ว่าจะคน สัตว์ อุปกรณ์ ช่วยตัวเอง ถ้าไม่เข็ดก็จัดไปตามใจ และกลับมาหาหมออีกครั้งเพื่อดอาการ อย่าลืมเด็ดขาดคือ ต้องกลับมาเช็คอาการในวันที่แพทย์นัดดูอาการ
21. รับรองว่า 1 เข็ม แค่ 150 บาท ไม่เกิน 1 อาทิตย์ ไม่ดีขึ้นแปลว่ายาที่ฉีดไปคงเป็นน้ำเปล่าหรือไม่ก็น้ำผสมสีแน่นอน ผมรับรองว่าถ้าหมอใช้ยาตัวเดียวกับที่ผม ฉีดมานะ รับรองหายชัว เข็มแรกที่ฉีดไปดีขึ้นมากมายทำให้สบายใจสบายกาย โลกที้งโลกที่มาทับที่อกก็จะเริ่มเบาขึ้นและหายไป
22. วันนัดดูอาการ กลับมาอีก แน่นอนอาการดีขึ้น แต่ถ้าจะให้มั่นใจ หมอจะบอกว่า ต้องฉีดซ้ำอีก 1 เข็ม อย่าปฏิเสธ ฉีดอีก 1 เข็ม ซ้ำเข้าไป รับรองธรรมต้องชนะอธรรมแน่นอน แล้วดูอาการ
23. 5555555555555555 หัวเราะๆๆๆๆๆๆๆๆๆได้เต็มปาก 5555555 ช้านดูขึ้นแล้ว แปปเดียว ช้านหายจาก โลกมืดมิดที่วิตกกังวลมานานแสนนาน
ช้านได้มีประสบการณ์อันหวาดเสียวเกินคาด ประสบการณ์ที่ชีวิตนี้คงไม่ลืม เมื่ออาการดีขึ้นและหายไป
สรุปว่า เจ็ปปวด อวัยวะเพศชาย แสบร้อนเวลาฉี่ มีน้ำขาวข้นเนียวไหลซึมออกมาที่อวัยวะเพศ แน่นอน "หนองใน" แต่ไม่รู้แท้หรือเทียม ( แท้หรือเทียมช่างหัวมันไม่ต้องสน รีบไปพบแพทย์หรือคลีนิคเร็วที่สุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆในโลกปรึกษาแพทย์ )
หมายเหตุ :
1) จำได้ว่าแพทย์ย้ำมาว่า ช่วงที่ฉีดยาเข้าไปเพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพให้ยาควรงด รับประทานของดอง แอลกอฮอร์ (สุราทุกประเภท) เห็ด หน่อไม้ ปลาร้า ส้มตำ กุ้ง หอย ปู กุ้ง ซิว ของแสรงต่างๆ นก หนู งุ เต่า ปลาไหล สรุปคือ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ กินผักผลไม้เยอะๆ ปลาน้ำจืด เนื้อหมู ออกกำลังกายถ้าทำได้
2 ) งดการมีเพศสัมพันธ์กับทุกสรรพสิ่ง คน สัตว์ สิ่งของ กระบอกไม้ใผ่ มือตัวเอง ( สำเร็จความไคร่ด้วยตนเอง ) ตุกตายางๆ ทุกๆอย่าง
3 ) ไม่ต้องตกใจ ทำใจดีๆๆ สบายๆๆๆตั้งสติ ทำภาระงานหรือการเรียนต่อไป อย่างวิตกจนทำให้ผลการทำงานลดลง ผลการเรียนลดลงไม่ต้องตกใจทำตามคำแนะนำของแพทย์ และตั้งสมาธิทำกิจวัตรประจำวันต่อไปเหมือนเดิม
4 ) หากจะตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นด้วย เช่น HIV หรือเอดส์ นั่นเอง ควรไปตรวงหลังมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือนเพราะช่วงนี้เชื้อจะฟักตัว
5 ) หากอาการดีขึ้นหรือหาย ควรจะให้คำปรึกษาผู้ป่วยรายอื่นๆๆ ให้รีบไปปรึกษาแพทย์อย่ามัวกินยา อย่าตกอยู่ในโลกมืดคนเดียว อย่าเก็บตัว มันไม่ใช่เรื่องที่จะเก็บไว้คนเดียว วิธีการรักษาทางแพทย์ในปัจจุบันทันสมัยปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมาก ควรจแนะนำให้เขาไปรักษาให้ถูกวิธี
6 )เรื่องโรคติตต่อเหล่านี้ ไม่ควรที่จะไปล้อเลียนเรื่องของผู้ป่วย หรือ พูดหยอกล้อให้คนอื่นรับรู้ เพราะผู้ป่วยจะมีความไม่มั่นใจในตนเอง และอายที่มีคนมารู้จักเรื่องส่วนตัวด้วย ซึ่งอาจจะทำให้คนในสังคมมองผู้ป่วยไม่ดี และทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าที่จะสู้หน้าสังคม ทำให้ผู้ป่วยถึงแม้จะหายแล้วแต่ก็จะทำให้เกิดปมด้อย
7 ) โรคเหล่านี้จะอาจจะไม่หายขาดสิ้นออกจากร่างกายเรา เพราะที่ดีขึ้นหรือหายมาเป็นปกติ บางทีเชื้ออาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งอาจจะไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ อันนี้ลองไปปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม นะครับ ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์
8 ) สุดท้ายคือ เมื่อหายเป็นปกติแล้วจงจำบทเรียนนี้ไว้เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งที่เรา ได้เป็นและหาย และดีที่เราไม่ได้เป็น เอดส์ หรือคนที่เป็น HIV ร่วมด้วยก็ต้องปฏบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ แล้วหากไม่ได้มีเชื้อ HIV ร่วมด้วย ก็ควรจะคิดซักนิดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ จงจำเอาไว้ว่า ผู้หญิงแต่ละคนไม่มีสัญลักษณ์ติดไว้บนหน้าว่า คนนี้บริสุทธิ์ ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากจะมีเพศสัมพันธ์อีก ควรหยุดคิดซักนิดว่าที่เคยประสบมามันทรมานแค่ไหน ต้องหาวิธีป้องกันในการมีเพศสัมพันธ์ คือการใส่ถุงยางอนามัย หรือการตรวจเลือดก่อนแต่ง การไม่มีคู่นอนหลายคน และอีกมากมายวิธีการที่เราจะป้องกันมันได้ ฝากๆๆไว้ด้วยละกัน

ปล. จากประสบการณ์ตรง
( ฝากบอกต่อเพื่อนๆด้วนนะครับหากมีคนมาปรึกษา)

[6 พ.ย. 52 : 20:01:14] ส้ม som66@hotmail.com IP [ 125.26.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 41  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
รบกวรหน่อยนะคะ!!~ ^^
คือมีอาการเจ็บบริเวณข้างปากช่องคลอดและมานกะบวมด้วยค่ะ แต่ว่าบวมข้างเดียว เดินปายไหนมาไหนก็เจ็บ ปวดเหมือนหน่วงๆน่ะคะ เวลาปัสสาวะไม่เจ็บค่ะและไม่คันด้วย แต่นั่งยืนนานๆแล้วจาปวดตรงนั้นมาก และมีตกขาวแต่เป็นน้ำไม่ข้น ไม่มีกลิ่นออกมา บ่อยๆอยากทราบว่าใช่หนองในหรือเปล่าค่ะ ตอบด้วยนะค่ะ (ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ^^)

[3 ม.ค. 53 : 12:12:24] owa owa_braton@hotmail.com IP [ 124.121.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 42  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอถามอะไรหน่อยตราฟ
ว่ามีที่หนัยใน ก.ท.ม. ที่รักษาหนองในบ้างอะคราฟ

[15 มี.ค. 53 : 17:35:53] ทราย chutipa_9133@hotmail.com IP [ 222.123.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 43  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอถามเช่นกันค่ะ...
พอดีว่าหนูมีอาการมีน้ำขุ่น ๆ สีขาว ๆ (เข้ม) ไหลออกมาตอนปัสสาวะค่ะ แต่ไม่มาก หนูอยากรู้ว่าเป็นหนองในหรือป่าว เวลาอยู่เฉย ๆ ก็จะมีอาการตกขาวค่ะ ช่วยตอบมาทางเมลด้วยนะค่ะ แล้วที่ไหนมีที่รักษาบ้างค่ะ โดยเฉพาะในหาดใหญ่ค่ะ

[16 มี.ค. 53 : 12:38:43] รักษ์เกียรติ จิรันธร  Staff Team rugkeart.c@psu.ac.th IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 44  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ตดต่อได้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์หรือติดต่อได้ที่สูตินารีเวชครับ
ระยะเวลาในการสืบค้น : 0.1ชั่วโมง

[15 เม.ย. 53 : 3:21:00] non nond_kaka@hotmail.com IP [ 118.172.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 45  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
สวัสดีครับ รบกวนถามหน่อยครับ

คือว่า ผมมีเพศสัมพันธ์กับแฟน ช่วงตอนที่มีเพศสัมพันธ์ผมรู้สึกแสบๆ ตรงหนังหุ้มข้อปลายของอวัยวะของผม พอผมมาดูตอนเข้าห้องน้ำ พบเป็นรอยแผลถลอก ตรงปลายอวัยวะของผม ผมก็ไม่เอะใจอะไร มันจะมีอาการคัน แสบเมื่อโดนน้ำ แล้วมันจะมีสีขาวๆติดตามปลายอวัยวะของผมตลอด ไม่ทราบว่า จะเป็นอะไรหรือเปล่า ครับ นี้ก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าละยังไม่หายเลย รู้สึกว่ามันจะลามไปตรงส่วนหัวของอวัยวะด้วยครับ
รบกวนที ครับ

ขอบคุณครับ

[15 เม.ย. 53 : 21:56:52] ปอน hs2xtl@hotmail.com IP [ 119.31.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 46  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผมไปเที่ยวมาเมามาไม่ได้ใส่ถุงยางไปได้ประมาณ5-6ต่อมามีหนองไหลออกมาที่อวัยวะผมไปหาเภสัรซื้อยามาทานเขาจ่ายยามาให้ทาน5วันแล้วผมจะต้องไปตรวจเลื่อดดูด้วยเปล่าตอบด้วยนะครับกังวลใจมาเลยเหมือนตอนนี้ตกนรกและถ้าเป็นโรคนี้หายขาดหรือเปล่วครับอืมผมทานยาไปปัสสวะออกมามีสีส้มๆๆแดงๆๆออกมาด้วยเป็นเพราะอะไรครับตอบด้วยนะ

[11 พ.ค. 53 : 22:37:08] มันทรมานจริงๆ ning_nong_pancake@hotmail.com IP [ 222.123.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 47  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
สวัสดีครับ ผมขอถามเรื่องหนองในหน่อย

โรคนี้จะหายขาดไหมครับ ถ้าเรากินยาอย่างเดียวรึว่าต้องไปพบหมอด้วยครับ ตอนนี้ผมทรมานมากผมฉี่ทุกครั้งมันเหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยผมอยาหหายเร็วๆเหลือเกิน(ช่วยหน่อยนะครับ)


[25 ก.ค. 53 : 13:34:44] ความรู้หนองใน boy.lovve@hotmail.com IP [ 125.26.9xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 48  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
โรค นี้จะหายขาดไหมถ้ากินยากับฉีดยาเข็มล่ะ150อันไหนดีกว่ากันครับ ช่วยตอบที่

[12 ธ.ค. 53 : 23:09:50] seeza yean999@hotmail.com IP [ 115.87.1xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 49  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผม เป็น มาได้ 3 วันแล้ว วันนี้ ไปซื้อยาที่ร้านขายยามา เค้า จัดยา Ciprofloxacin 500mg มาให้ ทานวันละเม็ด หลังอาหาร ..อยากทราบว่า ต้องใช้เวลา นาน ไหม กว่าจะหาย แล้ว ต้องกิน เยอะ รึเปล่า

ถ้าไปหา หมอ ตาม คลีนิค จะแพงไหม ราคาประมาณเท่าไหร่ ผมกลัว เค้าเอา เหล็ก สอดเข้าไปในรู จู๋ อะครับ กลัวเจ็บมาก ๆ ใครมี วิธีรักษาหรือให้คำปรึกษาได้ ช่วยผม หน่อยนะครับ

[2 มิ.ย. 55 : 22:52:10] โรคหนองในไม่ใช่ปัญหาใหญ่ nomoreteart_t@hotmail.com IP [ 115.87.4xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 50  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
สวัสดีครับ ทุกท่าน
ผมสงสัยว่าผมก็เป็นกามโรค(หนองใน)
หลังมีเพศสัมพันธ์เมื่อต้นเดือน ก็มีความรู้สึกผิดปกติกับอวัยวะเพศ คือ ระคายเคือง ไม่คัน ไม่แสบ และไม่มีหนองเหมือนอย่างที่คนอื่นบอก (ภายใน 5-10 วัน) แต่เช้าวันนี้ของต้นเดือนถัดมา(ผ่านมาประมาณ25วัน) มีหนองออกมาจากปลายอวัยวะเพศของผม
ทำอย่างไรดี เหมือนอย่างที่ทุกท่านด้านบนกลัวๆ และก็อาย
หลังจากที่อ่านข้อมูลในเน็ต เชื้อหนองในมักมีอาการดื้อยา และ จะลุกลามเข้ากระแสเลือดได้ ถ้าปล่อยไว้นาน
ความกลัวมากกว่าความอายครับ มืดๆวันนี้เลยตัดสินใจเดินเข้าคลีนิคครับ หน้าด้านๆอายๆ บอกนางพยาบาลว่า เป็นหนองใน ครับ
หลังจากพบแพทย์ (ไม่ต้องถอดกางเกงแต่อย่างใด) แพทย์ฉีดยาและให้ยากินสำหรับ10วันครับ ตัวยาเหมือนกันกับที่ทุกท่านบอกๆด้านบนครับ แต่ผม มันใจกว่าไปซื้อยามารับประทานเอง และผมจะปฏิบัติตามที่แพทย์กำกับมาว่า งดเหล้าเบียร์ และ เพศสัมพันธุ์ ระหว่างการรักษา
และค่ารักษาของคลีนิกนี้อยู่ที่ 980 บาท ครับ ผมว่าค่ารักษาแพงอยู่ครับเมื่อเทียบกับ ค.ห.40 แต่ซื้อความสบายใจครับ (ปัจจุบันมี ควรใช้บัตร30บาทรักษาทุกโรค แต่ผมอายคนอื่นครับ เลยหาคลีนิคที่คนน้อยกว่า)
ทุกท่านที่กำลังกลุ้มใจอยู่ ขอให้เอาความอายไว้ด้านหลังครับ ตัวเราและครอบครัวสำคัญกว่า รีบปรึกษาแพทย์ครับผม

[11 ต.ค. 55 : 21:00:55] maidee zenza01@hotmail.com IP [ 101.108.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 51  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือว่า เป็นหนองในมา 10วัน แล้วยังไม่หายเลย กินยา ciproflox 500 mg 2 แผงแล้ว แล้วตอนเกิดอาร์มณ์เกิดอาการเจ็บ ที่อวัยวะอย่างมาก อยากรู้ว่าต้องทำยังไงดีคัฟ

Your Answer
เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 50 Kbyte [ pdf, doc, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
ผศ.ดร.ภญ.สิริรัศมิ์ ปิ่นสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ภก.ฉัตรชัย วัฒนาภิรมย์สกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาวิชาชีพ
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ ประธานหน่วยเภสัชสนเทศและบริการสังคม

ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 428191 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : สิริพันธุ์ คนสุภาพ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved