ถามเกี่ยวกับยา arcoxia สำหรับรูมาตอยด์ครับ

[11 มิถุนายน 2548 : 16:36:30]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
ปัจจุบันป่วยเป็นโรครูมาตอยด์มา 3 ปี แล้วครับ คุณหมอจะให้ยาทานดังนี้ครับ 1. salazopyrin 500 mg 2. plaquenil 200 mg 3. calsium carbonate 4.prednisolone ครับ ทายาแล้วอาการก็ดีขึ้นบ้างครับ แต่เมื่อไม่นานเพื่อนที่เป็นเภสัช ได้แนะนำยาตัวใหม่ชื่อ arcoxia etoricoxib 90 mg เค้าบอกว่าแม่ของเพื่อนทานยานี้แล้วอาการดีขึ้นกว่าที่ทานยาที่ผมบอกก่อนหน้านี้มากครับ ผลข้างเคียงน้อยกว่า ผมอยากถามคุณหมอครับ ว่า ยาตัวใหม่นี้ดีมั้ยครับ สามารถทานทดแทนของเดิมได้มั้ยครับ ควรทานกี่เม็ดต่อวันครับ (เผ้นคนไข้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ครับ) ขอบคุณครับ
จาก บุญทวี bs_...
บุคคลทั่วไป หน่วยงานอื่นทางเอกชน
CPF สงขลา
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :การบริบาลผู้ป่วย
IP [ 210.1.14xxx.xxx ]

[8 ก.ย. 48 : 23:10:01] - IP [ 203.156.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
องค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ออกมาเตือนว่า พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์กลุ่ม “selective COX-2 inhibitors” เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยสัมพันธ์กับ”ขนาด” และ ”ระยะเวลาการใช้ยา”

ปัจจุบันในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ตัว คือ

1. Celecoxib (ชื่อการค้า Celebrex) เป็นยากิน สำหรับอาการปวดเรื้อรังในโรคกระดูกขัอเสื่อม, โรคขัอรูมาตอยด์ และอาการปวดเฉียบพลันต่างๆ เช่น ปวดระดู และรักษาโรคติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่กรรมพันธุ์ (Familial Adenomatous Polyposis) มิให้พัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
2. Etoricoxib (ชื่อการค้า Arcoxia) เป็นยากิน สำหรับอาการปวดเรื้อรังในโรคกระดูกข้อเสื่อม, โรคข้อรูมาตอยด์, ปวดเอวเรื้อรัง และอาการปวดเฉียบพลัน เช่น ปวดข้อโรคเกาต์, ปวดระดู, ปวดจากการทำฟัน
3. Parecoxib (ชื่อการค้า Dynastat) เป็นยาฉีด สำหรับอาการปวดหลังผ่าตัด

อีก 2 ตัว คือ Rofecoxib (ยี่ห้อ Vioxx) และ Valdecoxib (ยี่ห้อ Bextra) หยุดการจำหน่ายทั่วโลกโดยสมัครใจไปแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) แนะนำว่า
(1) ยาในกลุ่มนี้ยังมีประโยชน์กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ แต่ให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง และ ”ควรหลีกเลี่ยง” การใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของหลอดเลือด
(2) ”ห้ามใช้” ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี, หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร, ผู้ที่กำลังมีแผลเปื่อยหรือมีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร และผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
(3) Celecoxib (Celebrex) ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยาซัลฟา เพราะยานี้มีหมู่ซัลโฟนาไมด์คล้ายในยาซัลฟา ทำให้เกิดการแพ้ข้ามได้ ซึ่งอาจแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง
(4) ควรใช้ในขนาดที่ไม่เกินกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น

[8 ก.ย. 48 : 23:22:51] - IP [ 203.156.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขอแก้ไข...จริงๆ แล้ว Bextra ถูก "แบน" โดย US FDA ไม่ได้สมัครใจออกเอง

[19 ก.ย. 48 : 14:41:25] นศภ.วจิราพร ตัณฑวณิช/รศ.ดร.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ s4450082@psu.ac.th IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 3  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยา etoricoxib 90 mg ต่อวันกับยา sulfasalazine (salazopyrin®;) หรือยา hydroxychloroquine (plaquenil®;) หรือ prednisolone ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis, RA) มีเพียงการศึกษารายงานว่า Etoricoxib ขนาด 90 mg ต่อวันมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เหนือกว่ายา Naproxen ขนาด 500 mg วันละ 2 ครั้งและเหนือกว่าผู้ที่ไม่ได้รับยาใดๆเลย (placebo) Etoricoxib เป็นยาที่ขึ้นทะเบียนในไทยโดยมีข้อบ่งใช้เป็นยาต้านรูมาตอยด์ (Antirheumatics) ซึ่งแนะนำให้รับประทานในขนาด 90 mg ต่อวัน นั่นคือรับประทาน Etoricoxib ขนาด 90 mgต่อเม็ด ครั้งละ 1 เม็ดวันละ 1 ครั้ง และไม่แนะนำให้รับประทานยา Etoricoxib ทดแทนยาตัวเดิมที่ทานอยู่เพราะยาอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่มีผลต่อไตหรือระบบหลอดเลือดและหัวใจได้ เนื่องจากรายงานการศึกษาความปลอดภัยของการใช้ยาในระยะยาวยังมีอยู่น้อยและแพทย์จะเลือกจ่ายให้ผู้ป่วยบางรายที่มีความจำเป็นเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการทำกายภาพบำบัดที่เหมาะสมเพื่อให้สภาพทั่วไปของโรคดีขึ้นและทำให้ข้อยังคงทำงานต่อไปได้ สำหรับรายงานการศึกษาต่างๆสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากไฟล์ที่แนบมาด้วยข้างล่างนี้นะค่ะ
เอกสารประกอบความเห็น

[14 พ.ค. 53 : 12:08:41] สมจันทร์ ไชยวงศื sjc_c@hotmail.com IP [ 118.172.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 4  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ขออนุญาตถามหน่อยค่ะ....ดิฉันอายุ 61 ปี ตัดมดลูกตั้งแต่ปี 2534 แต่ไม่ตัดรังไข่ ปัจจุบันปวด-ปนแสบร้อน ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาปวด แสบร้อน ทาน ยาแก้ปวดเป็นบางครั้ง ต่อมามีแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอเปลี่ยนให้ทาน ไดโครฟีแนคเม็ด 250 มก. และต่อมาแพทย์มาประจำใหม่เปลี่ยนให้ทาน ซีรีเบรค โดยแนะนำว่าไม่กัดกระเพาะ และแพทย์เฉพาะทางที่เชียงใหม่ก็ให้ยา ซีรีเบรคทานเช่นกัน แต่ทานไปได้4-5 วันมีผื่นจ้ำๆขึ้นที่ แขน ลำคอ ดิฉันกลับไป โรงพยาบลอีกครั้งเจอแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม ท่านบอกว่าดิฉันแพ้ยา ซีรีเบรค และให้หยุดทานยา แต่ปัจจุบัน โรคปวดข้อเท้าก็กลับมาอีกต้องซื้อยา ไดโครฟีแนค 250มก.มาทาน แต่ก็กลัวเป็นอันตรายต่อไต (พยาบาล)บอก จึงอยากทราบว่า หากดิฉันทาน ไดโครฟีแนคต่อไป โดยทานเฉพาะเวลาปวด แสบ มากๆ เท่านั้น ปกติไม่เกินอาทิตย์ละ 3-4 เม็ด และทานร่วมอาหารตลอดมา อยากทราบว่าอันตรายจากผลการทานยา ไดโครฟีแนค จะส่งผลต่อร่างกายยังไง กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย...ขอบพระคุณมากค่ะ

[19 ต.ค. 53 : 20:56:05] ป้อม pomdindang@hotmail.com IP [ 58.8.236xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 5  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
เป็นประจำเดือนกินยานี้ได้ไหมค่ะ

[11 เม.ย. 61 : 15:30:27] นศภ. ศิริพร แซ่จอง/ผศ.ดร.มาลี โรจน์พิบูลสถิตย์ - IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 6  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
กลุ่มยาที่สำคัญในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) คือ ยากลุ่ม csDMARDs (Conventional Synthetic Disease Modifying Anti-rheumatic Drugs) ได้แก่ Methotrexate, Leflunomide, Hydroxychloroquine, Sulfasalazine เนื่องจากช่วยลดอัตราการตาย ชะลอการดำเนินไปของโรค[1] ยามีคุณสมบัติในการลดการอักเสบจึงช่วยควบคุมอาการของโรค ลดความถี่ของการเกิดอาการกำเริบ และสามารถทำให้มีการลดขนาดการใช้ยา glucocorticoids[2] การรักษาด้วยยากลุ่มนี้แต่เนิ่นๆจะมีผลดีในด้านผลลัพธ์ทางการรักษามากกว่าการยืดระยะเวลาการให้ที่ช้าออกไป โดยยาที่แนะนำเป็นลำดับแรกในกลุ่มนี้ คือยา Methotrexate[3] แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า นานเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน จึงแนะนำให้ใช้ยาต้านอักเสบในขณะที่รอผลการออกฤทธิ์ โดยยาที่มีใช้ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มี 2 กลุ่ม คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยากลุ่ม Corticosteroids[1]
Corticosteroids มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอักเสบที่ออกฤทธิ์เร็วจึงควบคุมอาการปวดและการอักเสบก่อนที่ยากลุ่ม csDMARDs จะออกฤทธิ์ในการรักษา[1] นอกจากนี้ยังมีข้อมูลพบว่าช่วยชะลอภาวะข้อผุกร่อนและการดำเนินไปของโรค[5] จากการศึกษาของ Gotzsche PC และคณะในปี 2004 เกี่ยวกับยา Corticosteroids รูปแบบรับประทานในขนาดต่ำ (Prednisolone ? 15 mg ต่อวัน) ดีกว่ายาหลอกและ NSAIDs ในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือไม่ ผลการศึกษาพบว่าการใช้ Corticosteroids ขนาดต่ำสามารถลดจำนวนข้อกดเจ็บ ลดอาการปวด มีผลของแรงบีบมือที่ดีกว่ายาหลอกและสามารถลดจำนวนข้อกดเจ็บ ลดอาการปวดได้ดีกว่า NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ[4] การศึกษาของ Kirwan JR และคณะ ในปี 2007 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยากลุ่ม Corticosteroids ในการยับยั้งการทำลายของข้อ ซึ่งประเมินโดยภาพถ่ายทางรังสีที่มือหรือมือและเท้า รวบรวมจำนวน 15 การศึกษาที่ใช้ขนาดยาต่ำ มีขนาดยาเฉลี่ยสะสมในช่วง 1 ปีแรกของการรักษาเทียบเท่ากับได้รับ Prednisolone 2,300 mg (270 mg - 5,800 mg) ที่1 และ 2 ปีหลังการรักษาพบว่า Corticosteroids ช่วยลดภาวะข้อผุกร่อน (radiographic erosion) และลดช่องข้อที่แคบลง (narrowing joint pace) ได้ดีกว่ายาหลอกและ NSAIDs[5] การศึกษาของ Bae SC และคณะ ปี 2003 เพื่อประเมินต้นทุนและผลลัพธ์ทางสุขภาพของยากลุ่ม Corticosteroids เปรียบเทียบกับ NSAIDs และ COX-2 inhibitors โดยเทียบระหว่างผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ได้รับยา กลุ่ม DMARDs ร่วมกับ corticosteroids และผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่ม DMARDs ร่วมกับ NSAIDs ชี้ให้เห็นว่า corticosteroids มีต้นทุนที่ถูกกว่าและประสิทธิภาพที่ดีกว่า NSAIDs สำหรับการรักษาโรคข้ออักเสบรูมา-ตอยด์ในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม COX-2 inhibitors ที่ช่วยลดอาการข้างเคียงในระบบทางเดินอาหารได้แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่า Corticosteroids มีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ NSAIDs และ COX-2 inhibitors [6]
ยากลุ่ม NSAIDs [ซึ่งหมายรวมถึง etoricoxib (Arcoxia?)] มีข้อบ่งใช้ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพราะมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แต่ปัจจุบันแนวทางการรักษาของต่างประเทศไม่ได้แนะนำการใช้ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจเนื่องด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในข้างต้น ยากลุ่ม NSAIDs ไม่มีผลในการควบคุมอาการของโรคหรือป้องกันการบาดเจ็บ การถูกทำลายของข้อในระยะยาว[2] นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนปกติถึงร้อยละ 59[8] ซึ่งยาที่ใช้สำหรับต้านอักเสบ Corticosteroids และโดยเฉพาะ NSAIDs มีผลในการเพิ่มความเสี่ยงได้ โดยมีข้อมูลให้ระมัดระวังการใช้ยา NSAIDs ในผู้ที่มีประวัติหรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษา (แบบ Meta-analysis) พบว่าทั้ง non-selective NSAIDs และ COXIBs มีผลในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ยา NSAIDs หลายชนิดมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบหรือโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับ Corticosteroids ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะขึ้นอยู่กับขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา โดยหากการใช้ขนาดยาต่อวันเป็นขนาดยาสูง การใช้ขนาดยาสะสมที่สูงและใช้ในระยะเวลานาน (เป็นปี) จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับผลต่อหัวใจและหลอดเลือดจากการใช้ยากลุ่ม Corticosteroids ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาในขนาดต่ำ (prednisolone ? 7.5 mg ต่อวัน[3]) ซึ่งการใช้ Corticosteroids ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ยังมีการดำเนินไปของโรค ยาจะช่วยลดการอักเสบและทำให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งอาจจะลดผลเสียในเรื่องความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจากตัวยา Corticosteroids เอง[7]
ดังนั้นยาเดิมที่ใช้อยู่เหมาะสมแล้วสำหรับการรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ Etoricoxib (arcoxia?) 90 mg ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม NSAIDs ไม่สามารถใช้ทดแทนของเดิมได้ เนื่องจากประสิทธิภาพของยากลุ่ม NSAIDs ใช้เพียงเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบเท่านั้น ยาไม่มีผลในการควบคุมอาการของโรคหรือการทำลายของข้อในระยะยาว นอกจากนี้แนวทางการรักษาของต่างประเทศไม่ได้แนะนำให้ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจเนื่องด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่ายากลุ่ม Corticosteroids และอาจเนื่องด้วยผลข้างเคียงในเรื่องการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
เอกสารอ้างอิง
1. Wahl K and Schuna AA. Rheumatoid Arthritis. In: Dipiro JT, Talbert RL, Yee GC, Matzke GR, Wells BG, Posey LM, editors. Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach, 10th ed. New York: McGraw-Hill; 2014.1444-50.
2. Moreland LW and Cannella A. General principles of management of rheumatoid arthritis in adults. In: Post TW, ed. UpToDate. Waltham: UpToDate; 2018. [Accessed on Fab, 21, 2018.]
3. Smolen JS, Landew? R, Bijlsma J, Burmester G, Chatzidionysiou K, Dougados M, et al. EULAR recommendations for the management of rheumatoid arthritis with synthetic and biological disease-modifying antirheumatic drugs: 2016 update. Ann Rheum Dis. 2017.
4. Gotzsche PC, Johansen HK. Short-term low-dose corticosteroids vs placebo and nonsteroidal antiinflammatory drugs in rheumatoid arthritis. Cochrane Database Syst Rev. 2004;(3)
5. Kirwan JR, Bijlsma JW, Boers M, Shea BJ. Effects of glucocorticoids on radiological progression in rheumatoid arthritis. Cochrane Database Syst Rev. 2007 Jan 24;(1)
6. Bae SC, Corzillius M, Kuntz KM, Liang MH. Cost-effectiveness of low dose corticosteroids versus non-steroidal anti-inflammatory drugs and COX-2 specific inhibitors in the long-term treatment of rheumatoid arthritis. Rheumatology (Oxford). 2003 Jan;42(1):46-53.
7. Agca R, Heslinga SC, Rollefstad S, Heslinga M, McInnes IB, Peters MJ. EULAR recommendations for cardiovascular disease risk management in patients with rheumatoid arthritis and other forms of inflammatory joint disorders: 2015/2016 update. Ann Rheum Dis. 2017 Jan;76(1):17-28.
8. Liao KP. Coronary artery disease in rheumatoid arthritis: Pathogenesis, risk factors, clinical manifestations, and diagnostic implications. In: Post TW, ed. UpToDate. Waltham: UpToDate; 2018. [Accessed on Mar, 29, 2018.]

ระยะเวลาในการสืบค้น : 4ชั่วโมง
Keywords : RA, NSAIDs, DMARDs, Corticosteroids

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 1 MB [ pdf, doc, docx, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
รศ.ดร.ภก.นิมิตร วรกุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ภญ.ลือลักษณ์ ล้อมลิ้ม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ดร.ภญ.สิริมา สิตะรุโน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์


ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved