การใช้งวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

[18 มิถุนายน 2549 : 7:18:45]

| กลับไปกระดานถาม:ตอบ | ตอบคำถามนี้  
กรณีที่ผู้ป่วยได้รับวัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม ไม่ทราบว่าจะสามารถป้องกันได้นานเท่าไหร่ครับ สมมุติว่าเกิดอุบัติเหตุอีกหลังจากได้ 2 เข็ม 3 ปี ไม่ทราบว่าจะต้องเริ่มเข็ม 1 ใหม่เลยรึป่าวคับ หรือฉีดเข็มที่ 3 ไปได้เลยคับ
จาก เมธา met...
พยาบาล โรงพยาบาล
รพ. สงขลา
จุดประสงค์การสอบถามเพื่อ :การศึกษา/ให้ความรู้แก่บุคลากรการแพทย์
IP [ 58.136.2xxx.xxx ]

[19 มิ.ย. 49 : 10:56:05] DIN member dictrang@gmail.com IP [ 124.157.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 1  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ตามตำราระบุไว้ 1 คอร์ส ( 3 โด๊ส 0.5 ml for im. ) ระยะเวลา First day 0,
Second dose 4-8 weeks ,
Third dose 6-12 months after second dose
; booster dose every 10 years.
กรณี นี้ ควรจะเริ่มชุดใหม่เนื่องจากฉีดไม่ครบชุดในตอนแรก
เอกสารที่ทำการสืบค้น
: Internet
ระยะเวลาในการสืบค้น : 0.5ชั่วโมง
Keywords : Tetanus

[2 ก.ค. 49 : 13:45:40] ศรีรัตน์ กสิวงศ์ srirat.k@psu.ac.th IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 2  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีน Tetanus toxoid 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือนประมาณร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ (0.01 IU/ml) และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 3 ปี และหากได้รับครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงเกินกว่าระดับป้องกันโรคได้มากขึ้น และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 5 ปี1
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก จะมีวิธีการฉีดดังนี้ คือ ให้ฉีดเข้าในกล้ามเนื้อครั้งละ 0.5 มล. รวม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 เดือน จากนั้นฉีดอีก 1 ครั้ง ด้วยขนาดเดียวกัน 6-12 เดือน หลังจากฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งในกรณีผู้ป่วยรายนี้ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 เข็มซึ่งไม่ครบ 3 เข็ม ให้เริ่มต้นฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตั้งแต่เข็มแรกใหม่
รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีใช้ในเมืองไทย2
- Anatetall® (Chiron Vaccines) --> Tetanus vaccine absorbed
Amp: 0.5 ml (1 dose) Vial: 5 ml (10 dose), 10 ml (20 dose)
- Tetanol® (Chiron Vaccines) --> Tetanus toxoid absorbed
Amp: 0.5 ml (1 dose) Vial: 5 ml (10 dose), 10 ml (20 dose)
- Tetavax® (Aventis Pasteur) --> Absorbed tetanus toxoid
Amp: 0.5 ml (1 dose)
- Te Anatoxal Berna® (Berna/Swiss Serum) --> 10 Lf antigen titanic purificat et adsorbat
Amp: 0.5 ml (1 dose) Vial: 5 ml (10 dose)
ข้อมูลเพิ่มเติม
Tetanus toxoid
เป็นวัคซีนที่ใช้เพื่อการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก
ชนิดของวัคซีน
เป็นวัคซีนชนิดผลิตจากพิษ (toxin) ของเชื้อ Clostridium tetani ซึ่งทำให้หมดพิษโดย formaldehyde3 และผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และ absorbed ใน aluminium salts มี purified tetanus toxoid ชนิดเดียว
ลักษณะทางกายภาพ
เป็นวัคซีนชนิดน้ำ สีขาว ขุ่น เนื่องจาก aluminium ที่ใส่ลงไปเป็น adjuvant
ส่วนประกอบของวัคซีน
ใน 0.5 มล. ประกอบด้วย purified tetanus toxoid ในปริมาณ 10 Lf**
**Lf ปริมาณของ toxoid โดยใช้วิธี flocculation ในการวัดปริมาณ
Flocculation test : เป็นวิธีการเปรียบเทียบ potency ของตัวอย่างกับ reference standard โดย referenceที่ใช้ของ tetanus toxoid คือ Reference 1st International Reference Reagent 1998 --> Lyophilized 1,000 Lf/ampoule
โดยนำสาร reference ไป dilute ที่ความเข้มข้นต่างๆ หรือจะใช้ความเข้มข้นเดียวก็ได้ นำสาร reference ฉีดเข้าไปในสัตว์ทดลอง ( guinea pigs or Mice) หลังจากนั้นนำเลือดของสัตว์ทดลองไปวัดความสูงของการตกตะกอนของปฏิกิริยาที่เกิดจา Ag+Ab แล้วนำมา plot graph ระหว่าง ความเข้มข้นกับความสูงของตะกอน นำสารตัวอย่างไปฉีดสัตว์ทดลองเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นนำความสูงของตะกอนที่ได้ไปเปรียบเทียบกับ graph มาตรฐาน ซึ่งจะทราบความเข้มข้นของสารตัวอย่าง
ขนาดและวิธีใช้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก
1. การฉีดวัคซีนชุดแรก (primary immunization)
สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน หรือวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักมาก่อน ให้ฉีดเข้าในกล้ามเนื้อครั้งละ 0.5 มล. รวม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 เดือน จากนั้นฉีดอีก 1 ครั้ง ด้วยขนาดเดียวกัน 6-12 เดือน หลังจากฉีดเข็มที่ 2
2. การฉีดกระตุ้น (reinforcing dose หรือ booster dose )
ให้ฉีดครั้งละ 0.5 มล. ทุก ๆ 10 ปี เพื่อคงระดับภูมิต้านทานโรคตลอดไป
3. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักในหญิงมีครรภ์
เพื่อป้องกันโรคบาดทะยักในเด็กแรกเกิด
ให้ซักประวัติการได้รับวัคซีนโดยละเอียด
3.1 ถ้าหญิงมีครรภ์ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักเข้ากล้ามเนื้อ ให้ครั้งละ 0.5 มล. รวม 3 ครั้ง โดยเริ่มฉีดครั้งที่ 1 ให้ในโอกาสแรกที่พบ จะเป็นระยะตั้งครรภ์เดือนไหนก็ไ ด้ ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งที่ 1 อย่างน้อย 1 เดือนและครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน (ถ้าฉีดให้ไม่ทันในขณะตั้งครรภ์ ก็ให้หลังคลอด)
3.2 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยได้รับวัคซีนบ้องกันโรคบาดทะยักมาแล้ว 1 ครั้ง ควรให้อีก 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในระหว่างตั้งครรภ์
3.3 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาแล้ว 2 ครั้ง ควรให้อีก 1 ครั้งในระหว่างตั้งครรภ์
3.4 ถ้าหญิงมีครรภ์เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครบชุด ( 3 ครั้ง) มาแล้วเกิน 5 ปี ให้ฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้ง แต่เคยฉีดครบชุดมาแล้วไม่เกิน 5 ปี ไม่ต้องฉีดกระตุ้น
3.5 ในกรณีที่ประวัติไม่ชัดเจน ให้ถือว่าไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน แล้วให้วัคซีนตามข้อ 3.1
4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักในผู้ที่มีบาดแผล
ก. สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีด tetanus toxoid อย่างเดียวหรือรวมกับวัคซีนอื่นมาครบชุดแล้ว ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอีก
ข. ถ้าเคยได้รับการฉีด tetanus toxoid อย่างเดียว หรือรวมกับวัคซีนอื่นมาครบชุดแล้วตั้งแต่ระยะเวลาหลังเข็มสุดท้าย 5 ปีขึ้นไปให้ฉีดกระตุ้น 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว
ค. สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีด tetanus toxoid ไม่ครบชุด หรือไม่เคยฉีดมาเลยหรือไม่ทราบว่าเคยฉีดมาก่อนหรือไม่ ให้ฉีด tetanus toxoid 1 ชุด ตามข้อ (1) และหากบาดแผลฉกรรจ์ให้ฉีด antitoxin ให้ด้วย
วิธีผสมวัคซีน
ก่อนใช้ต้องเขย่าขวดจนตะกอนกระจายทั่วเสียก่อน
ข้อควรระวัง
การฉีด tetanus antitoxin ควรถามประวัติการแพ้ต่าง ๆ หรือประวัติเป็นลมพิษและต้องทำการทดสอบผิวหนัง
(intracutaneous sensitivity test) ก่อนทุกครั้ง การทดสอบการแพ้ซีรั่มโดยวิธีฉีดเข้าในหนัง (intracutaneous) อาจทำได้โดยเจือจาง tetanus antitoxin ด้วย normal saline ให้ได้น้ำยา 1 : 100 แล้วฉีดเข้าในหนังขนาด 0.1 มล. จากนั้นเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 10-30 นาที ถ้ามีอาการแพ้ หนังบริเวณที่ฉีดจะมีรอยนูนแดง โดยมีส่วนที่นูน (wheal) เกิน 1 ซม. (น้ำยา 1 : 100 ทำได้โดยใช้กระบอกฉีดยาดูด tetanus antitoxin 0.1 มล. แล้วดูด normal saline เข้าไปจนครบ 10 มล.)
ในการฉีดวัคซีนทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการฉีดเข้าในหนังเพื่อทดสอบอาการแพ้หรือฉีดเข้าใต้หนังเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคก็ตาม ต้องเตรียม adrenaline ไว้ให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันทีเมื่อผู้รับการฉีดเกิดแพ้
การฉีด tetanus antitoxin ต้องฉีดคนละข้างกับ tetanus toxoid และไม่ผสมปนในกระบอกฉีดเดียวกัน เพราะจะทำให้เสื่อมฤทธิ์
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
ภูมิคุ้มกันจะเกิดดีที่สุดก็คือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่หัวไหล่ โดยเริ่มเกิดประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนครั้งแรก ถ้าได้รับวัคซีน 3 ครั้ง ภูมิคุ้มกันจะสูงประมาณ 16 เท่าของที่ต้องการในการป้องกันโรค ถ้าฉีด 4 ครั้ง จะให้ภูมิคุ้มกันสูงประมาณ 150 เท่า เด็กที่ฉีดครบ 4 เข็มจะมีภูมิคุ้มกันไปเกิน 10 ปี ในผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน Tetanus toxoid 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือนประมาณร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ (0.01 IU/ml) และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 3 ปี หากได้รับครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงเกินกว่าระดับป้องกันโรคได้มากขึ้น และจะคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนั้นในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค จึงได้แนะนำให้หญิงมีครรภ์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน Tetanus toxoid มาก่อนเลย ควรได้รับวัคซีนดังกล่าว 3 ครั้ง หากได้รับไม่ทันในระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ก็จะต้องกลับมารับวัคซีนจนครบ 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างตามที่กำหนด
การเก็บและการหมดอายุ
ให้เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง เพราะถ้าแช่วัคซีนนี้ให้แข็งจะเสื่อมคุณภาพทันที ถ้าเก็บถูกต้องตามนี้จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 2 ปี นับแต่วันที่ผลิต
ให้ดูฉลากวันหมดอายุด้วย
ความคงตัวของวัคซีน
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 0-8 องศาเซลเซียส มีความคงตัว 3-7 ปี
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 22-25 องศาเซลเซียส มีความคงตัวหลายเดือน
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 35-37 องศาเซลเซียส มีความคงตัวหลายสัปดาห์
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 45 องศาเซลเซียส มีความคงตัว 2 สัปดาห์
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 53 องศาเซลเซียส จะสูญเสียความแรงภายใน 2-3 วัน
เมื่อเก็บวัคซีนที่ 60-65 องศาเซลเซียส จะสูญเสียความแรงภายใน 2-3 วัน
โดย เภสัชกรหญิง ชุติมา มูสโกภาศ
ใช้เวลาในการค้น 5 ชั่วโมง
ระยะเวลาในการสืบค้น : 1ชั่วโมง
Keywords : Tetanus Vaccine

[29 พ.ย. 51 : 19:55:30] นันทิยา soda_za_ha_@hotmail.com IP [ 202.149.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 3  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
การใช้ tetanus antitoxin ในเด็กแรกเกิด ใช้อย่างไร ในขนาดเท่าไร

[20 มิ.ย. 52 : 19:02:12] ณัฐพล ชัยอำมาตย์ shenlong98@hotmail.com IP [ 58.9.50.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 4  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
คือว่าผมเป็นแผลแล้วมีรอยแดงลามไปรอบๆข้าง

อันนี้เป็นบาดทะยักหรือป่าวครับ
รบกวนตอบด้วยนะครับเร็วยิ่ดีเรย

ขอบคุณครับ

[12 มี.ค. 53 : 10:45:38] จารุพรรณ คล้ายรักษ์ tukata51@hotmail.com IP [ 117.47.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 5  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
โดนตะปูตำแต่ว่าไม่เลือดออกจะต้องไปฉีดยาบาดทะยักหรือเปล่าค่ะ

[15 ก.ย. 54 : 17:58:18] ปฏิวัติ ยางคำ Patiwat55@hotmail.com IP [ 103.1.16xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 6  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
รู้สึกว่าจะเป็นบาดทะยัก มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขาชา ปวดหัวบ่อย เป็นมา 8 วันแล้ว ยังจะรักษาทันไหมครับ

[17 ก.พ. 55 : 14:40:47] วิชาญ jongprasartsuk@chaiyo.com IP [ 122.154.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 7  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
ผู้ป่วยที่แพ้ TT ละครับ (ไม่ใช่ TAT) (มี case เคยฉี ด tt 1 dose แขนบวม) แต่ มาฉีดเพราะตะปูตำ จะทำยังไงครับ

[21 มี.ค. 56 : 13:11:25] เปรวมดี สุภาพ yoyae_51@hotmail.com IP [ 101.51.2xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 8  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
กรณีที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่2อยู่ เคยได้รับวัคซีนแล้ว 2 เข็มจากลูกคนแรก เข็มที่3 ไม่แน่ใจว่าได้รับไปหรือยัง คือลืมคะ ตอนนี้ลูกคนแรกอายุ 4.7 ปี ไม่ทราบว่าต้องฉีดอีกมั้ย 1 เข็ม ถ้าฉีดครบแล้ว 3 เข็ม แต่จำไม่ได้ แล้วฉีดอีกมีผลอะไรมั้ยค่ะ

[11 ก.ค. 56 : 17:44:04] pen phen_22@hotmail.com IP [ 180.180.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 9  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
กรณีเกิดอุบัติเหตุรถล้ม ได้รับวัคซีนบาดทะยัก 1 เข็ม
เข็มที่ 2 ไม่ได้ไปตามที่หมดนัด จะเป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ

[21 ส.ค. 56 : 9:37:33] ปิยวรรณ ju_2519@hotmail.com IP [ 223.204.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 10  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
อยากทราบว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไม่บริการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก กรณีที่ผู้ป่วยถูกตะปูตำเท้าหรือคะ

[26 เม.ย. 60 : 14:48:51] นทกัญ ยอดรัตน์/อ. ศิริมา มหัทธนาดุลย์ . IP [ 192.168.xxx.xxx]
ความคิดเห็นที่ : 11  | กลับไปกระดานถามตอบ | ตอบคำถามนี้
Neonatal tetanus คือ การเกิดโรคบาดทะยัก (tetanus) ในเด็กแรกเกิด เนื่องจากการมีระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยัก (antitoxin) ของแม่ไม่เพียงพอที่จะส่งผ่านไปยังทารกแรกเกิดในระดับที่สูงพอเพื่อจะปกป้องทารกในครรภ์ สาเหตุหลักเกิดจากการที่แม่ไม่ได้รับวัคซีน
ป้องกันโรคบาดทะยักหรือได้รับวัคซีนแต่ไม่ครบตามกำหนดในช่วงระหว่างที่ตั้งครรภ์ ทารกคลอดโดยการทำคลอดเองโดยผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางสาธารณสุขและมีวิธีการตัดสายสะดือที่ไม่สะอาด หรือมีการดูแลทารกหลังคลอดตามความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่น
ใช้ปูนขาวหรือสีเสียดทาที่สะดือของทารก เป็นต้น[1,2,3] ทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อบาดทะยัก (tetanus) จะเริ่มแสดงอาการภายใน 1 เดือน (โดยปกติ 3-14 วันภายหลังคลอด) มีเปอร์เซ็นการตายอยู่ในช่วง 10% - 100% ทารกที่รอดชีวิตจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท
เช่น cerebral palsy และ psychomotor retardation[2]
จากรายงานการทบทวนการใช้วัคซีนในการป้องกันการเกิดภาวะ neonatal tetanus แบบ systematic review ล่าสุด (2015) พบว่า ทารกที่คลอดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการฉีดวัคซีนบาดทะยัก (tetanus toxoid) 1 เข็ม มีอุบัติการณ์การตายของทารกแรกเกิดมากกว่า
ทารกที่คลอดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 หรือ 3 เข็ม โดยมีค่า risk ratio เท่ากับ 0.57 [ 0.26, 1.24 ] และ 0.02 [ 0.00, 0.30 ] ตามลำดับ [1] โดยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักชนิดเดี่ยวครบทั้ง 3 เข็ม และ 2 เข็ม สามารถกระตุ้นการ
สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคบาดทะยักและส่งผ่านไปสู่ทารกแรกเกิดได้ 94% และ 65% ตามลำดับ แต่หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักชนิดเดี่ยวเพียงเข็มเดียวไม่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคบาดทะยักได้[4] โดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันป้องกันโรคบาดทะยัก
จากแม่จะผ่านรกไปสู่ลูกได้สูงสุดอย่างน้อย 60 วัน หลังจากที่แม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2[5] ดังนั้นกรณีที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพียง 2 เข็ม หากมีการฉีดห่างกันอย่างน้อย 1 เดือนและเข็มที่ 2 ฉีดก่อนครบกำหนดคลอดอย่างน้อย 1 เดือน อาจมีการส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปให้ลูก
ในระดับสูงเพียงพอได้

วัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคบาดทะยักในประเทศไทยมีขนาดและปริมาณดังนี้
วัคซีนสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี[3]
1. DTwP ในปริมาตร 0.5 มล. ประกอบด้วย
Purified diphtheria toxoid (เชื้อคอตีบ) ในปริมาณ 25-30 Lf*
Purified tetanus toxoid (เชื้อบาดทะยัก) ในปริมาณ 5-10 Lf
Bordetella pertussis (whole cell) (เชื้อไอกรน) ในปริมาณ 20,000 ล้านตัว
(*Lf ย่อมาจาก Limits of flocculation เป็นหน่วยวัดความเข้มข้นของ toxin หรือ toxoid โดยอาศัยวิธีการตกตะกอนของวัคซีนเมื่อทำปฏิกิริยากับ 1 หน่วยมาตรฐานของ antitoxin)
2. DTaP มีสัดส่วนของ toxoid ของเชื้อคอตีบและบาดทะยักเหมือน DTwP แต่มีความแตกต่างกันในส่วนประกอบของเชื้อไอกรน และมีราคาแพงกว่า DTwP
3. DT ในปริมาตร 0.5 มล. ประกอบด้วย
Purified diphtheria toxoid ในปริมาณ 25-30 Lf
Purified tetanus toxoid ในปริมาณ 5-10 Lf
(จะเห็นได้ว่าวัคซีนชนิด DTP และ DT มีปริมาณของ purified tetanus toxoid ที่ไม่แตกต่างกัน จึงสามารถใช้แทนกันได้)

วัคซีนสำหรับเด็กอายุมากกว่า 7 ปีและสำหรับผู้ใหญ่[3]
1. dT เป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก ในปริมาตร 0.5 มล. ประกอบด้วย
Purified diphtheria toxoid ในปริมาณ 1-2 Lf
Purified tetanus toxoid ในปริมาณ 5-10 Lf
2. DTP หรือเรียกว่า Tdap มีสัดส่วนของปริมาณ toxoid ของเชื้อคอตีบลดลงเหลือ 1-2 Lf แต่มีปริมาณ toxoid ของเชื้อบาดทะยักเท่าเดิม และส่วนประกอบของเชื้อไอกรนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิต

จากแนวทางการใช้วัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าเด็กทุกคนที่อายุน้อยกว่า 7 ปี ควรได้รับวัคซีนชนิดรวมคือ DTP (Diphtheria + Tetanus + Pertussive) เมื่ออายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และ 4-6 ปี ส่วนในกรณีที่เด็กไม่สามารถรับ
วัคซีนไอกรน (Pertussive) ได้ เช่น เด็กที่มีปัญหาทางสมอง โรคชัก ควรรับวัคซีนชนิดรวมแบบ DT (Diphtheria+Tetanus ) แทน DTP ทุกครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และ 4-6 ปี[3] โดยหลีกเลียงการให้วัคซีน DT ตอนแรกเกิดเนื่องจากยังมีระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่เต็มที่
จึงอาจจะตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่ค่อยดี[6] และยังมีผลทำให้ระดับของ antibody ของวัคซีนชนิดอื่นๆ ได้แก่ HIB และ diphtheria ลดลงในเดือนที่ 7 เมื่อเทียบกับเด็กที่เริ่มให้ DT ในเดือนที่ 2 ภายหลังคลอด นอกจากนี้จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก WHO
ระบุว่าวัคซีนป้องกันบาดทะยักชนิดเดี่ยว TT (Tetanus toxiod) ไม่มีข้อบ่งใช้สำหรับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปีในปัจจุบัน แต่จะใช้ในกรณี booster ในเด็กอายุมากกว่า 7 ปี และไม่ใช้เป็น primary immunization[7,8] นอกจากนี้จากแนวทางการใช้วัคซีนและการสร้างเสริม
ภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันบาดทะยักชนิดเดี่ยว TT ในผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน แต่แนะนำให้ใช้ dT แทนเสมอ เพราะโรคคอตีบพบได้มากขึ้นในผู้ใหญ่ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เคยได้รับจากวัคซีนในเด็กลดลงเมื่อโตขึ้น
เช่นเดียวกับภูมิคุ้มกันต่อบาดทะยัก ดังนั้นจึงควรให้มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อคอตีบและบาดทะยักในเวลาเดียวกันเสมอ[3]

ดังนั้นเด็กแรกเกิดที่คลอดเองจากบ้านไม่ว่าแม่ที่ตั้งครรภ์จะไม่เคยได้รับวัคซีน dT หรือได้รับวัคซีน dT แต่ไม่ครบตามกำหนด ควรได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยัก โดยจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ DTP หรือ DT ขึ้นอยู่กับภาวะของเด็ก เด็กที่ไม่สามารถรับวัคซีนไอกรน (Pertussive) ได้
เช่น เด็กที่มีปัญหาทางสมอง โรคชัก ควรได้รับวัคซีนชนิดรวมแบบ DT ระยะเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือฉีดเข็มแรกเมื่อมีอายุ 2 เดือน และที่ 4, 6, 18 เดือน และ 4-6 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ไม่ควรฉีดวัคซีนบาดทะยักชนิดเดี่ยว TT (tetanus toxoid) ให้แก่เด็กแรกคลอด
เนื่องจากมีข้อบ่งใช้เฉพาะในเด็กอายุมากกว่า 7 ปีหรือผู้ใหญ่ ในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 เดือนซึ่งยังไม่สามารถทำการฉีดวัคซีนได้ต้องคอยสังเกตอาการที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อบาดทะยักและทำการรักษาโดยการฉีด tetanus immune globulin (TIG) เข้ากล้ามเร็วที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อกำจัดเชื้อบาดทะยักที่ยังไม่ได้จับกับระบบประสาทร่วมกับการใช้ยาฆ่าเชื้อบริเวณที่เกิดบาดแผลและการรักษาตามอาการ เช่น รักษาการกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อบาดทะยักจะสามารถดูดนมหรือร้องได้ปกติใน 2 วันแรก
หลังจากคลอด แต่อาการเหล่านี้จะบ่งพร่องไปในวันที่ 3-28 ทำให้ดูดนมลำบากและมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง[4] อย่างไรก็ตามวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทารกแรกเกิดที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ให้ครบตามกำหนด[1,2,3] และควรทำคลอดที่โรงพยาบาลโดยแพทย์
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อบาดทะยัก[5]

เอกสารอ้างอิง
1. Demicheli V, Barale A, Rivetti A. Vaccines for women to prevent neonatal tetanus. Cochrane Database Syst Rev. 2013. 31;(5):CD002959.
2. Murphy TV, Slade BA, Broder KR, Kretsinger K, Tiwari T, Joyce PM, Iskander JK, Brown K, Moran JS; Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) Centers for Disease Control and Prevention (CDC).. Prevention of pertussis,
tetanus, and diphtheria among pregnant and postpartum women and their infants recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR Recomm Rep. 2008. 30;57(RR-4):1-51. Review. Erratum
in: MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2008 Jul 4;57(26):723.
3. สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ตำราวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2556. 1. กรุงเทพมหานครฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา; 2556.
4. Tetanus vaccines: WHO position paper – February 2017. Wkly Epidemiol Rec. 2017. 10;92(6):53-76.
5. Roper MH, Vandelaer JH, Gasse FL. Maternal and neonatal tetanus. Lancet. 2007. 8;370(9603):1947-59.
6. Demirjian A, Levy O. Safety and efficacy of neonatal vaccination. Eur J Immunol. 2009. 39(1):36-46.
7. McEcoy GK, Snow EK,Miller J, Kester L, Welsh OH, Heydorn JD, et al. AHFS Drug Information 2014. Maryland: American Society of Health-System Pharmacists; 2014. 3387-401.
8. WHO Expert Committee on Biological Standardization. Recommendations to assure the quality, safety and efficacy of tetanus vaccines (adsorbed). WHO Technical Report Series. 2014. 980: 273-317.

เอกสารที่ทำการสืบค้นแต่ไม่พบคำตอบ
: Pharmacotherapy
ระยะเวลาในการสืบค้น : 4ชั่วโมง
Keywords : tetanus toxoid in infant, neonatal tetanus

Your Answer

หากท่านมีคำถาม ไม่ควรเข้าไปเขียนถามในช่องข้างล่างนี้ เพราะจะไม่มีผู้เห็นคำถามของท่าน ท่านควรตั้งเป็นกระทู้คำถามใหม่แยกออกไป
โดยไปที่ http://drug.pharmacy.psu.ac.th/newtopic.asp หรือ

เกี่ยวกับ คำตอบ / ความคิดเห็น : " "= ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
ข้อความ
ไฟล์ประกอบ คำตอบ/ ความคิดเห็น ขนาดไม่เกิน 50 Kbyte [ pdf, doc, xls, ppt, jpg, gif, tif ]
เกี่ยวกับ ผู้ตอบคำถาม /แสดงความคิดเห็น
ชื่อ/สกุล
E-mail
รหัสสุ่ม = Secuity Image *** ป้อนรหัสสุ่มทุกครั้งที่ตอบกระทู้ ***
คำแนะนำก่อนการตอบคำถาม
1. กรุณาเตรียมเนื้อหาการตอบในโปรแกรม Notepad ก่อน (ไม่ควรใช้โปรแกรม Word)
2. ก่อนโพสข้อความ ควรกด F5 เพื่อ Refresh หน้าจอ แล้วจึงคัดลอกเนื้อหาจาก Notepad ไปลงในช่องที่เกี่ยวข้อง
3. ต้องกรอกข้อมูลด้านบนให้ครบทุกช่อง มิฉะนั้นโปรแกรมจะไม่ยอมบันทึกข้อมูลลงเว็บบอร์ด
 
For Pharmacist ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วโมง keywords
ประเภทคำถาม
Availability Identification General Product Information
Compatibility / Stability Dosage Adminitration Pharmacokinetics
Traditional Medicine Adverse Effects Pharmaceutics (compounding formulation)
Drug Interactions Poisioning Toxicology Therapy Evaluation / Drug of Choice
Teratogenicity Lactation / Infant Risks Laws/ Policy &Procedure P&T Others
เอกสารที่ใช้สืบค้นข้อมูลของคำตอบนี้
เอกสาร 1* เอกสาร 2* เอกสาร 3* DISdatabase CD-ROM/Other Database Internet อื่น ๆ
รายชื่อเอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการตอบคำถามนี้
 
เอกสารอ้างอิงที่ใช้สืบค้น แต่ไม่พบคำตอบ
Drug Facts and Comparison Drug Information Handbook JPR AHFS PDR
USP DI DrugDex Poisindex Identidex Martindales
MIMs/MIMs Annual Drug Interaction Facts Handbook On injectable Drugs
Pharmacotherapy Pregnancy&Lactation Textbook of ADR
Clinical Drug Data Text of Therapeutics Applied Therapeutics Harrison
Conn's Curent Therapy Pharmaceutical Codex USP/NF BP Merck Index
Remington Goodman and Gilman Medline IPA Embase Internet
  อื่น ๆ ระบุ
ข้อมูลที่ทุกท่านกรอกจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันสืบค้นคำตอบ
เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ

เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ
โดยความร่วมมือของศูนย์เภสัชสนเทศ :
ม.มหิดล | ม.นเรศวร | ม.เชียงใหม่ | ม.มหาสารคาม | ม.อุบลราชธานี
ม.ศรีนครินทร์วิโรฒ  | ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เภสัชสนเทศ รพ.จากทั่วประเทศ และ เภสัชกร ทุกๆท่าน

หัวหน้าโครงการ :
ภก.นที สรพิพัฒน์

ที่ปรึกษา :
ผศ.ดร.ภญ.สิริรัศมิ์ ปิ่นสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
อาจารย์ ดร.ภญ.ฐิติมา ด้วงเงิน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ
รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
รศ.ภก.วิบุล วงศ์ภูวรักษ์ ประธานหน่วยเภสัชสนเทศและบริการสังคม

ศูนย์เภสัชสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Tel.(074) 288895 Fax (074) 212815
ผู้ดูแลเว็บไซต์ : ภานุชญา มณีวรรณ
Copyright © 1999-2001 http://drug.pharmacy.psu.ac..th . All Rights reserved