Menu
http://drug.pharmacy.psu.ac.th
ประจำวันที่ 30 ต.ค. 57
DrugData : Ibuprofen,ไอบูโพรเฟน
ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ยา ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อ ประชาชน : โดยการสืบค้นจาก ลักษณะผลิตภัณฑ์ยา
วิธีการค้นข้อมูล | ค้นข้อมูลยาอื่น ๆ
ชื่อสามัญทางยา : Ibuprofen,ไอบูโพรเฟน   ชื่อการค้า : IBROFEN,ไอโบรเฟน
ปริมาณตัวยาสำคัญ : 400 มิลลิกรัม กล่องรับความคิดเห็น| สั่งพิมพ์เอกสาร | สอบถามเรื่องยา
ภาพประกอบ :
ภาพประกอบ IBROFEN,ไอโบรเฟน
รายละเอียด :
ชื่อสามัญ
Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน)

ชื่อการค้า
AMBUFEN,APROFEN,BRUFEN, BUMED,BUPRIN,BRUSIL,BUMED,
BUMED S/C,CEFEN,CEFEN JUNIOR ,COPROFEN,DURAN, G-FEN,
GREATOFEN,IBROFEN,IBU,IBUFAC,IBUFEN,IBUGAN,IBULAN200,
IBULAN400,IBUREN200,JUNIFEN,MAFEN,NUROFEN,NUROFEN400,
OSTOFEN ,P-FEN,P-FEN400,PEROFEN,PIPPEN, PROBUFEN400, PROFENA, RHEUMANOX,RUMASIAN,RUMATIFEN,RUPAN,SCHUFEN,SERVIPROFEN,
SKELAN IB,TOFEN,TROFEN

รูปแบบยา
ยาน้ำแขวนตะกอน ( Suspension )
ยาน้ำเชื่อม ( Syrup )
ยาเม็ด ( Tablet )
ยาเม็ดเคลือบ ( Coated tablet )
ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ( Sugar coated tablet )
ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม ( Film coated tablet )

ปริมาณตัวยาสำคัญ
ยาน้ำแขวนตะกอน( Suspension )                              100 มิลลิกรัมต่อ5มิลลิลิตร( ช้อนชา )
ยาน้ำเชื่อม ( Syrup )                                                   100 มิลลิกรัมต่อ5มิลลิลิตร ( ช้อนชา )
ยาเม็ด ( Tablet )                                                        200 มิลลิกรัมต่อเม็ด,400 มิลลิกรัมต่อเม็ด,
                                                                                   600 มิลลิกรัมต่อเม็ด
ยาเม็ดเคลือบ ( coated tablet )                                  200 มิลลิกรัมต่อเม็ด,400 มิลลิกรัมต่อเม็ด
ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล ( Sugar coated tablet )            200 มิลลิกรัมต่อเม็ด
ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม ( Film coated tablet )                   200 มิลลิกรัมต่อเม็ด,300 มิลลิกรัมต่อเม็ด,
                                                                                   400 มิลลิกรัมต่อเม็ด,600 มิลลิกรัมต่อเม็ด,
                                                                                   800 มิลลิกรัมต่อเม็ด

ข้อบ่งใช้
ใช้บรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อม ใช้บรรเทาอาการปวดในระดับน้อยๆจนถึงระดับปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ รวมทั้งอาการปวดประจำเดือน และใช้ลดไข้

ขนาดรับประทาน
ขนาดยาที่ใช้อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรใช้ยาตามขนาดที่แพทย์สั่ง เภสัชกรแนะนำหรือตามฉลากระบุ ขนาดยาที่แสดงต่อไปนี้เป็นเพียงขนาดยาเฉลี่ยสำหรับบุคคลทั่วไป
สำหรับบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบในโรคข้ออักเสบต่างๆ

          ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 400-800 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง (ไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน)
          เด็ก: ขนาดยาที่ใช้ขึ้นกับน้ำหนักตัวดังแสดงข้างล่างนี้ ขนาดยาที่แสดงเป็นขนาดยาที่ใช้ต่อวัน
การใช้ต้องแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง

น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

ขนาดยาที่ใช้ต่อวัน(มิลลิกรัม)

น้อยกว่า 20

20-30

30-40

มากกว่า 40

400

600

800

เหมือนในผู้ใหญ่


สำหรับบรรเทาอาการปวด

          ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวด(ไม่เกิน 1.2 กรัม
ต่อวัน)
              * การใช้ยารักษาตนเองเพื่อบรรเทาอาการปวดในผู้ใหญ่ไม่ควรใช้ยาเกิน 10 วัน นอกจาก
ตามแพทย์สั่ง

         เด็ก: ขนาดยาที่ใช้ควรคำนวณตามน้ำหนักตัวมากกว่าตามอายุดังนี้ ขนาดยาที่แสดงเป็นขนาดยา
ที่ใช้ต่อครั้ง โดยให้ทุก 6-8 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวด


อายุ(ปี)


น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

ขนาดยาที่ใช้ต่อครั้ง(มิลลิกรัม)

2-3

4-5

6-8

9-10

11

11-16

16-21

22-27

27-32

33-43

100

150

200

250

300


* การใช้ยารักษาตนเองเพื่อบรรเทาอาการปวดในเด็กไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตาม
แพทย์สั่ง

สำหรับลดไข้

        ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัมทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้
* การใช้ยารักษาตนเองเพื่อลดไข้ในผู้ใหญ่ไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตามแพทย์สั่ง

        เด็ก: ขนาดยาที่ใช้ควรคำนวณตามน้ำหนักตัวมากกว่าตามอายุดังนี้ ขนาดยาที่แสดงเป็นขนาดยาที่
ใช้ต่อครั้ง โดยให้ทุก 6-8 ชั่วโมง เมื่อมีไข้

อายุ(ปี)

น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

ขนาดยาที่ใช้ต่อครั้ง(มิลลิกรัม)

2-3

4-5

6-8

9-10

11

11-16

16-21

22-27

27-32

33-43

100

150

200

250

300


* การใช้ยารักษาตนเองเพื่อบรรเทาลดไข้ในเด็กไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตามแพทย์สั่ง
และหากใช้ยาแล้วไข้ไม่ลดลงหรือมีไข้สูงขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงควรปรึกษาแพทย์


ขนาดรับประทาน
(สำหรับยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ)

รับประทานโดยการกลืนยาเม็ดพร้อมน้ำ 1 แก้ว ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆเพื่อลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ไม่ควรนอนลงหลังจากรับประทานยา 15-30 นาที เพราะอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น หลอดอาหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการกลืน
(สำหรับยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำเชื่อม)

เขย่าขวดก่อนรินยา รินยาลงในช้อนตวงยาแล้วรับประทานยาโดยการกลืนและดื่มน้ำตาม ควรใช้ช้อนตวงยาที่ได้มาตรฐานที่ให้มาพร้อมขวดยา ถ้าหากท่านไม่มีช้อนตวงยาให้ขอจากเภสัชกรผู้จ่ายยาหรือผู้ขายยา ไม่ควรใช้ช้อนโต๊ะหรือช้อนชาสำหรับรับประทานอาหารตามปกติ เนื่องจากปริมาตรอาจผิดพลาดได้
คำแนะนำเพิ่มเติม

      (สำหรับยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำเชื่อม)
        เขย่าขวดก่อนรับประทาน
        กินยานี้แล้วห้ามดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
      (สำหรับยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ)
        กินยานี้แล้วห้ามดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
        ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีเพื่อลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร

กรณีลืมรับประทานยา
ในกรณีที่แพทย์หรือทันตแพทย์สั่ง หรือเภสัชกรแนะนำให้ท่านรับประทานยานี้เป็นประจำตามตารางเวลาที่กำหนด หากท่านลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่หากนึกได้เมื่อใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยาในครั้งถัดไปให้รับประทานยาครั้งต่อไปตามปกติโดยไม่ต้องรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่าหรือมากกว่าปกติ

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนใช้ยานี้
การแพ้ยา
ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากท่านเคยมีประวัติแพ้ยาหรือมีความผิดปกติจากการใช้ยาดังต่อไปนี้
        aspirins ( เช่น ASPENT)หรือยากลุ่ม salicylates
        ยากลุ่ม NSAIDs เช่น diclofenac ( เช่น VOLTAREN)
                                          diflunisal ( เช่น DOLOBID)
                                          floctafenine( เช่น IDARAC)
                                          ibuprofen ( เช่น BRUFEN)
                                          indomethacin ( เช่น INDOCID)
                                          mefenamic acid ( เช่น PONSTAN)
                                          nabumetone ( เช่น RELAFEN)
                                          naproxen ( เช่น NAPROSYN)   
                                          phenylbutazone ( เช่น BUTAZOLIDIN)
                                          piroxicam ( เช่น FELDENE)
                                          sulindac ( เช่น CLINORIL) เป็นต้น
ในกรณีที่ท่านแพ้สารอื่นๆ เช่น อาหาร สารกันเสีย หรือ สี ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วย
การใช้ยาในสตรีมีครรภ์

ยานี้ไม่ทำให้เกิดความพิการต่อตัวอ่อนในครรภ์ของสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาใน อย่างไรก็ตามสตรีมีครรภ์ที่ได้รับยานี้เป็นประจำในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์อาจทำให้ตัวอ่อนในครรภ์หรือทารกที่คลอดออกมามีความผิดปกติของหัวใจหรือระบบการไหลเวียนโลหิต การใช้ยานี้ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์มีผลยืดอายุครรภ์ ทำให้การคลอดยืดออกไปหรือทำให้เกิดปัญหาในระหว่างคลอดได้ “ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ยกเว้นในกรณีที่แพทย์สั่งจ่าย การใช้ยานี้ในช่วงอื่นของการตั้งครรภ์ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น สตรีมีครรภ์ที่จำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาปวด ลดไข้ แนะนำให้เลือกใช้พาราเซตามอล(อาเซตามิโนเฟน)เป็นอันดับแรก”
การใช้ยาในสตรีให้นมบุตร

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถผ่านออกทางน้ำนมได้ “ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในสตรีให้นมบุตร”
การใช้ยาในเด็ก

ยานี้เป็นยาบรรเทาปวด ลดไข้ที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรซื้อยาใช้เองเกินกว่า 3 วัน ภายหลังการใช้ยา 24 ชั่วโมงถ้าหากเด็กมีอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการเลวลงควรพบแพทย์
การใช้ยาในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากยาและความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะมากกว่าคนหนุ่มสาว อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุคือ สับสน มีอาการบวมที่หน้า เท้าหรือน่อง ปริมาณปัสสาวะลดลงฉับพลัน โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น
หากท่านมีอาการหรือเป็นโรคเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้

ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก
ตั้งครรภ์
ติดเชื้อไวรัส เช่นโรคไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส
มีการคั่งของของเหลวในร่างกาย เช่นมีการบวมที่เท้าหรือน่อง
มีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ
มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่นมีภาวะเลือดออก
มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
ลำไส้ใหญ่อักเสบ ลำไส้เล็กอักเสบ ถุงที่ผนังอวัยวะอักเสบ
สูบบุหรี่
โรคตับ
โรคไต (หรือมีประวัติเป็นโรคนี้)
โรคเบาหวาน
โรคลมบ้าหมู
โรคโลหิตจาง
โรคหอบหืด
โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง

ยาที่ควรระมัดระวังเมี่อใช้ร่วมกับยาตัวนี้
ในยาที่มีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา(การใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันแล้วก่อให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์) บางกรณียา 2 ชนิดนั้นก็ไม่ควรใช้ร่วมกันเลย แต่ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ยา 2 ชนิดนั้นร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาเกิดขึ้นได้ซึ่งในกรณีนี้แพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนขนาดยาหรือต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยา ดังนั้นเมื่อท่านต้องใช้ยาไอบูโพรเฟน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือท่านควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่าท่านใช้ยาดังต่อไปนี้อยู่
       ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม aminoglycosides เช่น gentamicin, amikacin, streptomycin
       ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin, dicumarol
       ยาต้านการชัก lithium
       ยาต้านมะเร็ง methotrexate
       ยาลดกรดยูริก probenecid
       ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม beta-blockers เช่น propanolol, atenolol, pindolol, metoprolol,
             bisoprolol

คำเตือนและข้อควรระวัง
ไม่ควรซื้อยานี้รักษาตนเองเป็นเวลานานเกินกว่า 1 สัปดาห์ หากต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้ที่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่ผสมอัลกอฮอล์มากเมื่อใช้ยานี้อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารได้
ผู้ที่มีประวัติแพ้ aspirin หรือ ยากลุ่ม NSAIDs(ดูในหัวข้อการแพ้ยา) ไม่ควรใช้ยานี้เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ยาที่รุนแรง เช่นการหายใจผิดปกติมีเสียงหวีด เป็นลม ผิวหน้าเปลี่ยนสี ผิวหนังมีตุ่ม บวม ตาบวม หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ควรให้ผู้อื่นนำส่งโรงพยาบาล ไม่ควรขับรถมาเอง และควรทำร่างกายให้อบอุ่น ยกเท้าให้สูงกว่าศีรษะ
ในระหว่างใช้ยานี้หากเกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่(เช่น มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ)ร่วมกับการเกิดผื่น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
การใช้ยานี้มักก่อให้เกิดแผลในทางเดินอาหาร อาจทำให้อุจจาระมีสีดำหรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ในกรณีนี้ท่านควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์
ถ้าหากท่านกำลังจะได้รับการผ่าตัด(รวมทั้งการผ่าตัดในช่องปาก) ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าท่านกำลังใช้ยานี้อยู่ เพราะยาอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้า
ยานี้อาจก่อให้เกิดอาการสับสน เวียนศีรษะ เป็นลม หรือ เฉื่อยชา และอาจทำให้การมองเห็นพร่าเลือนหรือผิดปกติ ดังนั้นขณะที่ท่านใช้ยาตัวนี้อยู่ ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือใช้เครื่องจักรกล หรือกระทำการต่างๆซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
การใช้ยารักษาตนเองเพื่อบรรเทาอาการปวดในผู้ใหญ่ไม่ควรใช้ยาเกิน 10 วัน ในเด็กไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตามแพทย์สั่ง
การใช้ยารักษาตนเองเพื่อลดไข้ในผู้ใหญ่ไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตามแพทย์สั่ง
การใช้ยารักษาตนเองเพื่อบรรเทาลดไข้ในเด็กไม่ควรใช้เกิน 3 วัน นอกจากตามแพทย์สั่ง และหากใช้ยาแล้วไข้ไม่ลดลงหรือมีไข้สูงขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงควรปรึกษาแพทย์

อาการข้างเคียงจากการใช้ยานี้
ถ้ามีอาการข้างเคียงดังต่อไปนี้เกิดขึ้นให้หยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที
ไข้ อาจมีหรือไม่มีอาการหนาวสั่น
คลื่นไส้ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
ชัก
ปวดหรือเป็นตะคริว ร้อน ในท้องหรือกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง
ปวดศีรษะรุนแรง
ปวดหน้าอก
เป็นลม
มีจุดสีแดงตามผิวหนัง
มีแผลเปื่อย แสบ หรือมีจุดขาวบนริมฝีปากหรือในปาก
มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง
มีเลือดออกทางจมูกโดยไม่ทราบสาเหตุ
มีเลือดออกผิดปกติ
มีอาการบวมคล้ายเป็นลมพิษที่บริเวณหน้า เปลือกตา ปาก ริมฝีปาก หรือ ลิ้น
มีอาการบวมบริเวณเปลือกตา หรือ รอบดวงตา
หายใจเร็ว หรือผิดปกติ
หายใจสั้น มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หายใจมีเสียงหวีด หรือ แน่นหน้าอก
หัวใจเต้นเร็ว หรือผิดจังหวะ
อุจจาระปนเลือด หรือมีสีดำ
อาเจียนเป็นเลือด
ถ้ามีอาการข้างเคียงดังต่อไปนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาแต่หากมีอาการดังกล่าว
ติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์

เซื่องซึมหรือง่วงนอน เวียนศีรษะ
จุกเสียด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรืออาเจียน
ท้องร่วง
ปวดหรือเป็นตะคริว หรือรู้สึกไม่สบายในท้องหรือกระเพาะอาหาร ในระดับน้อยๆถึงปานกลาง
ปวดศีรษะ

การเก็บรักษา
เก็บยาให้พ้นมือเด็ก
เก็บยาไม่ให้สัมผัสกับความร้อนหรือแสงแดดโดยตรง
เก็บยาในที่แห้ง เนื่องจากความชื้นมีผลทำลายยา
เก็บยาที่อุณหภูมิห้อง(15-30 องศาเซลเซียส)
ทิ้งยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุแล้ว 
เอกสารอ้างอิง:
1. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม . Dictionary of Drugs and New Drug in Thailand . พจนานุกรมยาและยาใหม่ในประเทศไทย. บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด กรุงเทพ . 2541.
2. Briggs G.G. Freeman RK and Yaffe S.J. Drug in Pregnacy and laction. 4th edition. Williams & Wilkims. 1994.
3. Mcevoy G.K. American Hospital Formulary Service. American society of Health system Pharmacists Inc. 1999.
4. MIMs Thailand
5. Tatro D.S. Drug Interaction Facts , 4th edition. Facts and Comparison. 1994.
6. The United states Pharmacopeial Convention. Advice for the Patient,Drug Information in Lay Language. USPDI Vol II. The United States Pharmacopeial Conventian , Inc. 1998
7. The United states Pharmacopeial Convention . Drug Information For the Health Care Profession. USP DI Vol I 18 edition . The United States Pharmacopeial Conventian. Inc. 1998.
8.Computerized Cilnical Information System