ให้บริการโดยคณาจารย์ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสุขภาพ


คำชี้แจง "เว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการ ศึกษา การแลกเปลี่ยนความรู้ และให้ข้อมูลเรื่องยาในกรณีทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์หรือเพื่อการรักษาในกรณีที่จำเพาะเจาะจง และความเห็นสำหรับกรณีเฉพาะหนึ่ง จะไม่สามารถประยุกต์ใช้กับผู้อื่นได้โดยตรง หากมีปัญหาเรื่องโรคโปรดปรึกษาแพทย์ หากมีปัญหาเรื่องยา โปรดปรึกษาเภสัชกร หรือปรึกษาผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นด้วยตนเองเท่านั้น"

Search :
กินวิตามิน D3 10000 iu (250mcg) ร่างกายจะดูดซึมได้กี่ไมโครกรัม เนื่องจากทานมา 3-4 เดือนแล้วแต่ยังไม่ได้ไปตรวจเลือด (ก่อนหน้าจะกินไปตรวจมาต่ำแบบสุดๆ อจ.หมอวันรัชดา จ่ายd2 20000iu มาให้กิน 6 เดือน อาการดีขึ้นพอหยุดกินก็มีอาการอีก เลยซื้อ d3 กินอาการก็ดีขึ้นมากเลยตอนนี้ แต่พอหยุดได้ 1 เดือนเริ่มรู้สึกปวดข้อน้อยๆ แบบเสียวๆ แต่ยังไม่หนักเหมือนทุกครั้ง เลยอยากทราบว่าร่างกายดูดซึมได้เท่าไหร่คะต่อการกิน 1 เม็ด 10000iu)
[รหัสคำถาม : 22] วันที่รับคำถาม : 16 ม.ค. 63 - 10:04:53 ถามโดย : บุคคลทั่วไป

เข้าระบบเพื่อตอบคำถาม

No : 1

ผลิตภัณฑ์เสริม vitamin D (vitamin D2 และ vitamin D3) ในข้อบ่งใช้ป้องกันภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis ; off-label use) ขนาดยาในผู้ใหญ่อายุ ≥50 ปี รับประทาน 800 - 1,000 IU ต่อวัน ในข้อบ่งใช้รักษาภาวะพร่องหรือขาด Vitamin D (insufficiency/deficiency ;off-label use) ใช้ 600-2,000 IU วันละครั้ง ในข้อบ่งใช้ภาวะขาด Vitamin D อย่างรุนแรง (serum 25(OH)D <10 หรือ 10-20 ng/mL) ใช้ vitamin D3 ขนาดสูง 50,000 IU สัปดาห์ละครั้ง (หรือ 5,000 ถึง 7,000 IU วันละครั้ง) เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ หลังจากนั้นปรับขนาดยาลงตามระดับ serum 25(OH)D โดยใช้ขนาด 600-800 IU ต่อวัน ถึง 1,000-2,000 IU ต่อวัน [1,2]

ความแตกต่างของ Vitamin D2 และ vitamin D3 คือ Vitamin D2 ได้จากพืชและยีสต์ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ แต่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ vitamin D3 ได้เองที่ผิวหนังเมื่อสัมผัสแสงแดด UVB ทั้ง vitamin D2 และ vitamin D3 เป็น prohormone ที่ยังไม่มีฤทธิ์ในการรักษาจนกว่าจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เป็น 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D] (calcidiol) และ 1,25-dihydroxyvitamin D2 or D3 (calcitriol) จึงจะมีฤทธิ์ในการรักษา [3] ซึ่ง vitamin D2 และ vitamin D3 มีความสามารถในการจับกับ vitamin D receptor (VDR) แตกต่างกัน ซึ่งพบว่า vitamin D3 มีความสามารถในการจับกับ 25-hydroxylase ที่ตับได้ดีกว่า vitamins D2
จึงสนับสนุนการใช้ vitamin D3 มากกว่าการใช้ vitamin D2 ในการเพิ่มขึ้นของระดับ serum 25(OH)D [4] vitamin D2 (ergocalciferol) และ vitamin D3 (cholecalciferol) การดูดซึมปกติ vitamin D3 (cholecalciferol) ทุก ๆ 100 IU/day สามารถเพิ่มระดับ serum 25(OH)D ได้ประมาณ 0.7-1 ng/mL

อย่างไรก็ตาม การรับประทาน vitamin D ของผู้ถาม ได้แก่ vitamin D2 20,000 IU และ vitamin D3 10,000 IU ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่สูง อาจมีผลต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร ท้องเสีย ท้องผูก คลื่นไส้/อาเจียน ปวดกระดูก ง่วงซึม ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน กระหายน้ำ อ่อนแรง และอาจเกิดนิ่วในไต โดยอาจพบอาการดังกล่าว ในระยะเวลาไม่กี่วัน หรือเป็นสัปดาห์ [5]

References:
[1] Lexicomp®. Vitamin D2 (ergocalciferol): Drug Information [Internet]. Waltham (MA): Uptodate; 2019 [cited 2020 Mar 7]. Available from: http://www.uptodate.com
[2] Lexicomp®. Vitamin D3 (cholecalciferol): Drug Information [Internet]. Waltham (MA): Uptodate; 2019 [cited 2020 Mar 7]. Available from: http://www.uptodate.com
[3] Gonzalez C. Vitamin D Supplementation: An Update. US Pharm. 2010; 35(10): 58-76.
[4] Tripkovic L, Lambert H, Hart K, Smith CP, Bucca G, Penson S, et al. Comparison of vitamin D2 and vitamin D3 supplementation in raising serum 25-hydroxyvitamin D status: a systematic review and meta-analysis. Am J Clin Nutr. 2012; 95(6): 1357-64.
[5] Alshahrani F, Aljohani N. Vitamin D: deficiency, sufficiency and toxicity. Nutrients. 2013; 5(9): 3605-16.

วันที่ตอบ : 16 มี.ค. 63 - 10:09:15




พัฒนาระบบโดย ภานุชญา มณีวรรณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110