ให้บริการโดยคณาจารย์ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสุขภาพ


คำชี้แจง "เว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการ ศึกษา การแลกเปลี่ยนความรู้ และให้ข้อมูลเรื่องยาในกรณีทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์หรือเพื่อการรักษาในกรณีที่จำเพาะเจาะจง และความเห็นสำหรับกรณีเฉพาะหนึ่ง จะไม่สามารถประยุกต์ใช้กับผู้อื่นได้โดยตรง หากมีปัญหาเรื่องโรคโปรดปรึกษาแพทย์ หากมีปัญหาเรื่องยา โปรดปรึกษาเภสัชกร หรือปรึกษาผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นด้วยตนเองเท่านั้น"

Search :
ยา Amoxicillin ที่ใช้ในการรักษาสิวควรทานยังไงครับ น้ำหนักผมประมาณ 53 ก.ก. ควรทานกี่ mg ครั้งละกี่เม็ด วันละกี่ครั้ง และควรทานติดต่อกันนานแค่ไหนครับ ขอบคุณมากครับ
[รหัสคำถาม : 35] วันที่รับคำถาม : 22 ม.ค. 63 - 13:41:02 ถามโดย : บุคคลทั่วไป

เข้าระบบเพื่อตอบคำถาม

No : 1

การรักษาสิวในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ยาเป็นทางเลือกแรกในการรักษา ซึ่งการเลือกยาให้แก่ผู้ป่วยแต่ละรายนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของสิว ความรุนแรงของสิว เพศของผู้ป่วย และสภาวะอื่น เช่น การตั้งครรภ์

ลักษณะของสิว[1] สามารถแบ่งได้เป็น สิวอักเสบและสิวไม่อักเสบ
1. สิวไม่อักเสบหรือสิวอุดตัน เป็นสิวที่เกิดจากการอุดตันของขุมขน คือ สิวอุดตันขนาดเล็ก สิวหัวปิดหรือสิวหัวขาว เป็นตุ่มนูนสีเนื้อหรือสีขาวขนาดเล็กซึ่งจะเห็นชัดขึ้นเมื่อดึงผิวหนังให้ตึงหรือโดยการคลํา สิวชนิดนี้อาจเกิดการอักเสบตามมาในภายหลัง และสิวหัวเปิดหรือสิวหัวดํา เป็นตุ่มนูนมีจุดดําอยู่ตรงกลาง
2. สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดเล็ก ตุ่มหนอง ตุ่มนูนขนาดใหญ่ ภายในมีหนองปนเลือด เมื่อสิวหายแล้วอาจเหลือร่องรอยได้หลายแบบ ได้แก่ สีผิวผิดปกติ (รอยแดงหรือรอยดํา) เกิดพังผืด เกิดแผลเป็น (เป็นหลุมหรือแผลเป็นนูน) เป็นต้น

ระดับความรุนแรงของสิว[1] สามารถแบ่งได้เป็น สิวเล็กน้อย สิวปานกลาง และสิวรุนแรง
1. สิวเล็กน้อย หัวสิวไม่อักเสบเป็นส่วนใหญ่ หรือมีสิวอักเสบแบบตุ่มแดงหรือตุ่มหนองไม่เกิน 10 จุด
2. สิวปานกลาง มีสิวอักเสบแบบตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดเล็กมากกว่า 10 จุด และ/หรือมีสิวอักเสบตุ่มนูนขนาดใหญ่น้อยกว่า 5 จุด
3. สิวรุนแรง มีสิวอักเสบแบบตุ่มแดงหรือตุ่มหนองมากมายหรือมีสิวอักเสบตุ่มนูนขนาดใหญ่เป็นจํานวนมากหรืออักเสบอยู่นานและกลับเป็นซ้ำหรือมีหนองไหล

การรักษาสิว[1-3] พิจารณาเลือกยาจากระดับความรุนแรงของสิว ดังนี้
1. สิวระดับเล็กน้อย ใช้เฉพาะยาทาภายนอกซึ่งนิยมให้ 2 ชนิดขึ้นไป ได้แก่
- Benzoyl peroxide
- Topical Retinoids
- Clindamycin
- Erythromycin
- Salicylic acid
- Azelaic acid
- Dapsone
2. สิวระดับปานกลาง ใช้ยาทาเช่นเดียวกับสิวเล็กน้อยร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน โดยยาปฏิชีวนะที่แนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกแรก คือ ยาในกลุ่ม Tetracyclines ได้แก่ tetracycline, doxycycline และกลุ่ม Macrolides ได้แก่ erythromycin, azithromycin ยาที่เป็นทางเลือก ได้แก่ clindamycin, co-trimoxazole และ amoxicillin จากการศึกษาของ Guzman และคณะ ปี 2018 เป็นศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้ amoxicillin รักษาสิวอักเสบ โดยก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับ amoxicillin นั้น ผู้ป่วยทุกคนเคยได้รับเฉพาะยาทา ยาประเภทฮอร์โมน และ/หรือ isotretinoin มาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษาดังกล่าวไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากสิวของผู้ป่วยตอบสนองต่อยาไม่ดีเท่าที่ควร และเมื่อเข้าร่วมการศึกษา ผู้ป่วยยังคงใช้ยาเหล่านั้น (ยาทา retinoid 15 คน ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน 8 คน isotretinoin 7 คน azelaic acid 3 คน และ spironolactone 3 คน) ต่อเนื่อง ถึงแม้จะเริ่มต้นการรักษาด้วย amoxicillin แล้วก็ตาม โดยขนาดยา amoxicillin ที่ผู้ป่วยได้รับขึ้นกับความรุนแรง ได้แก่ 1000 mg (14 คน) และ 1500 mg (12 คน) และไม่มีผู้ป่วยรายใดได้รับการรักษาด้วย amoxicillin เดี่ยวๆ ผลการศึกษาประเมินโดยแพทย์ผิวหนังพบว่า ผู้ป่วยมีอาการและความรุนแรงของสิวลดลงจากเดิม จำนวน 22 คนจาก 26 คน คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยเมื่อเริ่มใช้ไปประมาณ 90 วันและค่ากลางของช่วงเวลาการรักษา (Median treatment time) อยู่ที่ 36.5 สัปดาห์[2] และจากแนวทางการรักษาสิว สถาบันโรคผิวหนัง สหรัฐอเมริกา (American Academy of Dermatology) ไม่ควรใช้ amoxicillin แบบเดี่ยวๆ ควรใช้คู่กับยาทา benzoyl peroxide หรือ retinoid และใช้ยาทาต่อไปหลังจากเสร็จสิ้นการรักษาด้วย amoxicillin ซึ่งขนาดยา amoxicillin ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสิว คือ 250 mg วันละ 2 ครั้ง จนถึง 500 mg วันละ 3 ครั้ง[3,4]
3. สิวระดับรุนแรง อาจให้การรักษาเช่นเดียวกับสิวระดับปานกลางก่อนเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ซึ่งหากไม่ตอบสนองต่อการรักษาควรส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง

คำแนะนำเพิ่มเติม
การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานในการรักษาสิว ควรรับประทานไม่น้อยกว่า 2 เดือน แต่โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 4-6 เดือน โดยการรักษาที่ให้ผลสูงที่สุดจะอยู่ประมาณ 3-4 เดือนแรก[5] หากใช้เกิน 3-4 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา และเพื่อลดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียควรใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดที่ให้ผลการรักษาและประเมินการรักษาอีกครั้งใน 3-4 เดือน โดยแพทย์ผิวหนัง[3]

ดังนั้น การรักษาสิวอักเสบสามารถใช้ amoxicillin ได้ แต่ควรใช้ควบคู่กับยาทา เช่น benzoyl peroxide หรือ retinoid โดยรับประทาน amoxicillin ในขนาดตั้งแต่ 250 mg วันละ 2 ครั้ง จนถึง 500 mg วันละ 3 ครั้ง ขึ้นกับความรุนแรงของสิว และระยะเวลาในการรับประทานควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน แต่โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 4-6 เดือน โดยการรักษาที่ให้ผลสูงที่สุดจะอยู่ประมาณ 3-4 เดือนแรก หากใช้เกิน 3-4 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อเปลี่ยนวิธีการรักษา

เอกสารอ้างอิง
1.นพดล นพคุณ, เพ็ญวดี ทิมพัฒนพงษ์, วัณณศรี สินธุภัค และคณะ. แนวทางการดูแลรักษาโรคสิว. Clinical practice guideline ของสมาคมโรคผิวหนังแห่งประเทศไทย. 2554 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dst.or.th/files_news/Acne_2010.pdf
2.Guzman AK, Choi JK, James WD. Safety and effectiveness of amoxicillin in the treatment of inflammatory acne. Int J Women’s Dermatol. 2018;4(3):174-175.
3.Zaenglein AL, Pathy AL, Schlosser BJ, et al. Guidelines of care for the management of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 2016;74(5):945-73.
4.McEvoy GK, et al. AHFS drug information 2018. Bethesda. American society of health–system pharmacists, 2018: pp.292–3.
5. Zouboulis CC, Piquero-Martin J. Update and future of systemic acne treatment. Dermatology. 2003;206(1):37-53.
วันที่ตอบ : 22 ม.ค. 63 - 13:43:10




พัฒนาระบบโดย ภานุชญา มณีวรรณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110