ให้บริการโดยคณาจารย์ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสุขภาพ


คำชี้แจง "เว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการ ศึกษา การแลกเปลี่ยนความรู้ และให้ข้อมูลเรื่องยาในกรณีทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์หรือเพื่อการรักษาในกรณีที่จำเพาะเจาะจง และความเห็นสำหรับกรณีเฉพาะหนึ่ง จะไม่สามารถประยุกต์ใช้กับผู้อื่นได้โดยตรง หากมีปัญหาเรื่องโรคโปรดปรึกษาแพทย์ หากมีปัญหาเรื่องยา โปรดปรึกษาเภสัชกร หรือปรึกษาผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นด้วยตนเองเท่านั้น"

Search :
1. อยากทราบว่ากรณีที่ไม่มี Twinrix จะสามารถใช้ Havrix + H-B Vax II แทนได้ไหมครับ เพราะอะไร
2. พอดีผมไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบที่รพ.แห่งหนึ่ง โดยผมมีความประสงค์จะฉีดตัวรวม package Twinrix 3 เข็ม แต่ปรากฏว่า คุณพยาบาลเบิกวัคซีนมาฉีดให้ผมผิด โดยฉีดเป็น Engerix-B ให้แทน ผมมาทราบหลังจากฉีดไปแล้ว จึงสอบถามถึงวิธีการแก้ไขว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่ได้รับคำตอบคือ เดี๋ยวเข็มสองและสามจะฉีดเป็น Twinrix ให้ จึงอยากสอบถามว่าถ้าแบบนี้แล้วจะได้ผลเหมือนกันหรือเปล่าครับ ผมจะได้ภูมิคุ้มกันครบทั้ง A และ B ไหมครับ
[รหัสคำถาม : 59] วันที่รับคำถาม : 07 ก.พ. 63 - 16:00:22 ถามโดย : บุคคลทั่วไป

เข้าระบบเพื่อตอบคำถาม

No : 1

Twinrix คือ วัคซีนรวมไวรัสตับอักเสบเอและบี มีส่วนประกอบของแอนติเจนชนิดเดียวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Havrix) และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Engerix-B) มีขนาดบรรจุปริมาณแอนติเจนไวรัสตับอักเสบเอ 720 ยูนิต/มล และ ปริมาณแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี 20 มคก/มล ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1, และ 6 เดือน[1]
ในกรณีที่ต้องการฉีดวัคซีนรวมไวรัสตับอักเสบเอและบี (Twinrix) แต่ไม่มีวัคซีนรวม สามารถใช้วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (เช่น Havrix) และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (เช่น H-B Vax II) แทนได้[2][3] เนื่องจาก Havrix เป็นวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ที่มีแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบเอ 1440 ยูนิต/มล ซึ่งมีปริมาณเป็นสองเท่าของปริมาณแอนติเจนของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่มีใน Twinrix (720 ยูนิต/มล) จึงสามารถฉีดเพียง 2 เข็ม เมื่อเดือนที่ 0 และ 6-12 ได้[4][5] และ H-B Vax II เป็นวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีที่มีแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี 10 มคก/มล เนื่องจากทั้ง Engerix-B และ H-B Vax II ผลิตด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม จึงใช้แทนกันได้[6][7] โดยต้องฉีดให้ครบชุด 3 ครั้ง คือ เมื่อเดือนที่ 0, 1-2 และ 6-7
ในกรณีที่ต้องการได้รับวัคซีนรวมไวรัสตับอักเสบเอและบี (Twinrix) 3 เข็ม แต่ได้รับ Engerix-B แทนในเข็มที่ 1 ไป และถ้าในเข็มที่ 2 และ 3 ได้รับ Twinrix ต่อไป จะได้รับภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีครบ (เพราะได้รับจาก Engerix-B 1 เข็ม ปริมาณ 20 มคก/มล และได้รับจาก Twinrix 2 เข็ม ซึ่งเทียบเท่าการได้รับจาก Engerix-B 2 เข็ม เข็มละ 20 มคก/มล) แต่จะได้รับภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอไม่ครบ (เพราะได้รับจาก Twinrix 2 เข็ม เข็มละ 720 ยูนิต/มล รวมเป็น 1440 ยูนิต/มล) เนื่องจากการสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอจะสมบูรณ์เมื่อได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ(เช่น Havrix) 2 เข็ม (2880 ยูนิต/มล) หรือ ได้รับวัคซีนรวมไวรัสตับอักเสบเอและบี(Twinrix) 3 เข็ม (2160 ยูนิต/มล)[1] ดังนั้นจึงแนะนำให้แก้ไขโดยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและบีแบบฉีดแยกเข็ม (เช่น Havrix + Engerix-B) ในเข็มที่ 2 และ 3 จึงจะได้รับภูมิคุ้มกันครบทั้งเอและบี
หากไม่มั่นใจว่าร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครบสมบูรณ์หรือไม่ สำหรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อดูการตอบสนองต่อวัคซีนหลังฉีด เพราะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก ส่วนวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี การเจาะเลือดเพื่อตรวจดูภูมิคุ้มกันโรค ควรทำภายหลังฉีดวัคซีนครบคอร์ส 1-2 เดือน หากมีระดับภูมิต้านทานมากกว่า 10 ยูนิต ไม่ต้องฉีดวัคซีนซ้ำ หากภูมิต้านทานไม่ขี้น (anti-HBs ยังคงเป็นลบ) ควรฉีดวัคซีนซ้ำใหม่อีก 3 เข็ม แล้วตรวจระดับภูมิคุ้มกัน (anti-HBs) ในเลือดซ้ำ ถ้าพบว่า anti-HBs ยังคงเป็นลบ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคตับเนื่องจากอาจต้องเพิ่มขนาดของวัคซีน หรือเพิ่มจำนวนการฉีดเป็น 4 เข็ม หรือเปลี่ยนวิธีการฉีดโดยการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังแทนการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือติดตามอาการเนื่องจากมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วกรณีตรวจพบ HBsAg เป็นบวกร่วม
วันที่ตอบ : 07 ก.พ. 63 - 16:05:03




พัฒนาระบบโดย ภานุชญา มณีวรรณ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110